ทัวร์อินเดีย, ธรรมหรรษาทัวร์ แอนด์ แทรเวล จำกัด, dhammahansatour 71/4 แขวงอรุณอมรินทร์ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ 10700 (ตั้งใกล้กับห้างเซนทรัลปิ่นเกล้า-ศาลศิวะ-ห้างเดอะเซ้นส์ปิ่นเกล้า) โทร 02-8845683-6, 081-9944790 แฟกซ์: 02-8845682 อีเมล: dhammahansa@yahoo.com เว็บไซต์ : www.dhammahansa.com
บริษัท ธรรมหรรษาทัวร์ แอนด์ แทรเวล จำกัด
ทัวร์อินเดีย, เที่ยวอินเดีย, ทัวร์สังเวชนียสถาน, ทัวร์แดนพุทธภูมิ, ไหว้พระอินเดีย, tourindia, travelindia,
เมนูหลัก
ประวัติความเป็นมา
ติดต่อสอบถาม
ทัวร์อินเดีย, เที่ยวอินเดีย, ธรรมหรรษาทัวร์, สังเวชนียสถาน
ส่วนงานที่เกี่ยวข้อง
แผนภูมิบริหารมูลนิธิวัดไทยฯ
สำนักงานใหญ่มูลนิธิวัดไทยโพธิวิหาร (Head Office Of Wat Thai Bodhivihara Trust
ศูนย์ปฏิบัติธรรมนานาชาติธรรมหรรษา (Dhammahansa International Meditation Center : BIMC.)
สถานปฏิบัติธรรมนานาชาติพุทธรามคาม (Buddharamkam International Meditation Center : DIMC.)
ศูนย์อำนวยการและอุปถัมภ์สร้างวัดไทยโพธิวิหาร กทม.
กองทุนบุญนิธิธรรมหรรษา
ธรรมหรรษาทีวี TV Online
รายการวิทยุธรรมหรรษา
รายการ TV สู่แดนพุทธภูมิ
ธรรมหรรษา TV ช่อง 8
ทัวร์อินเดีย, กฐินอินเดีย, ธรรมหรรษาทัวร์
กิจกรรมพิเศษ
งานสร้างวัดไทยโพธิวิหาร
งานอุปถัมภ์บริจาคสร้างวัด
งานก่อสร้างวัดไทยโพธิวิหหาร
รายงานประจำปี วัดไทยฯ
กฐินวัดไทยโพธิวิหาร
กฐินอินเดียแดนพุทธภูมิ
กฐินพุทธบูชาสามัคคี
กฐินอินเดีย 2562
โครงการปฏิบัติธรรม ณ ต้นพระศรีมหาโพธิ์
พิธีสาธยายพระไตรปิฎก ณ ต้นพระศรีมหาโพธิ์
สวดมนต์ข้ามปีที่อินเดีย
กองทุนพุทธธรรมคัมภีร์
ดาวน์โหลดหนังสือ
กิจกรรมสร้างบุญบารมี
กิจกรรมสังคมสงเคราะห์
คนดัง-คนสำคัญไปอินเดีย
วัตถุมงคลวัดไทยโพธิวิหาร
บริษัท ธรรมหรรษาทัวร์ แอนด์ แทรเวล จำกัด
ข้อมูลอินเดียแดนพุทธภูมิ
แผนที่แดนพุทธภูมิ
พุทธคยา
ราชคฤห์-นาลันทา
ปัตนะ
ไวสาลี
เกสริยา
กุสินารา
ลุมพินี
กบิลพัสดุ์
เทวทหะ
สาวัตถี
อโยธยา
สะสาราม
พาราณสี
สารนาถ
โกสัมพี
แคว้นกุรุ (เดลี)
สาญจีสถูป
อจันตา-เอโลร่า
สังกัสสนคร
แคว้นอวันตี
ทัชมาฮาล-อัคราฟอร์ต
ทัวร์อินเดีย, เที่ยวอินเดีย, ทัวร์สังเวชนียสถาน, ทัวร์พุทธภูมิ, ทัวร์พม่า, ทัวร์เนปาล, ทัวร์ศรีลังกา, ทัวร์บูโรพุทโธ,
ทัวร์แสวงบุญ
ทัวร์อินเดีย เนปาล พม่า 3 ประเทศ
ทัวร์อินเดีย เนปาล 4 ตำบล
อินเดีย-เนปาล แดนพุทธภูมิ
ทัวร์แสวงบุญ อินเดีย-เนปาล
ทัวร์สังเวชนียสถาน 4 ตำบล
กฐินอินเดียแดนพุทธภูมิ
กฐินพุทธบูชาสามัคคี
กฐินวัดไทยโพธิวิหาร
โครงการปฏิบัติธรรม ณ ต้นพระศรีมหาโพธิ์
พิธีสาธยายพระไตรปิฎก ณ ต้นพระศรีมหาโพธิ์
สวดมนต์ข้ามปีที่อินเดีย
ทัวร์แคชเมียร์-ทัวร์หิมาลัย
อินเดีย (เที่ยวทั่วอินเดีย)
เนปาล (เที่ยวหิมาลัย)
พม่า
ศรีลังกา
อินโดนีเซีย
ภูฏาน
ทัวร์พม่า, ทัวร์เนปาล, ทัวร์เวียดนาม, ทัวร์ลาว, ทัวร์อินโดนีเซีย, ทัวร์ญี่ปุ่น, ทัวร์เกาหลี, ทัวร์มาเลเซีย, ทัวร์สิงคโปร์, ทัวร์ภูฏาน
ทัวร์เที่ยวเอเชีย
พม่า
เชียงตุง-เมืองลา
อินโดนีเซีย
เนปาล
ลาว
กัมพูชา
เวียดนาม
มาเลเซีย
สิงคโปร์
จีน
ญีปุ่น
เกาหลี
ภูฏาน
บรูไน
มัลดีฟ
บริษัท ธรรมหรรษาทัวร์ แอนด์ แทรเวล จำกัด
ทัวร์เที่ยวทั่วโลก
ออสเตรเลีย
นิวซีแลนด์
อเมริกา
แคนนาดา
ออสเตรเลีย
อังกฤษ
สวิตเซอร์แลนด์
เยอรมัน
ฝรั่งเศส
อิตาลี
ยุโรปอื่นๆ
ทัวร์ปิดทองฝังลูกนิมิต 9 วัด, ทัวร์งานผูกพันธสีมา 9 วัด, ทัวร์บุญปิดทองนิมิต 9 วัด
ทัวร์ไทยในประเทศ
ทัวร์ปิดทองฝังลูกนิมิต 9 วัด
ทัวร์เขาคิชฌกูฎ-เขาสุกิม
ทัวร์ล่องเรือ
ทัวร์ถวายเทียนพรรษา 9 วัด
ทัวร์ทำบุญไหว้พระ 9 วัด
ทัวร์กินเจ
ทัวร์บั้งไฟพญานาค
ทัวร์เที่ยวเหนือ
ทัวร์เืที่ยวอีสาน
ทัวร์เที่ยวใต้
ทัวร์เที่ยวภาคกลาง
ธรรมหรรษาทัวร์
free counters
< 2020 - 02 >
อาพฤ
      1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
ราชคฤห์-นาลันทา (Rajgir-Nalanda)



       ราชคฤห์-นาลันทา (rajgir-nalanda)
กลุ่มพระชาวแคว้นมคธ พระสารีบุตร พระมหาโมคคัลลานะ พระมหากัสสปะ พระราธะ พระอุปเสนะ พระมหาจุนทะ พระขทิรวนิยเรวตะ พระมหาปันถก พระจุฬปันถก พระสภิยะ

เมืองราชคฤห์ได้ชื่อว่า เบญจคีรีนคร เพราะมีภูเขา ๕ ลูก ล้อม รอบได้แก่ อิสิคิริ, เวปุลละ, เวภาระ, ปัณฑวะ, และคิชฌกูฏ ปกครองโดย พระเจ้าพิมพิสาร มีพระโอรสคือ อชาตศัตรูกุมาร เป็นราชวงศ์อาถรรพ์ คือ ลูกฆ่าพ่อหลายรัชกาล แคว้นอังคะขึ้นตรงแคว้นมคธ มีประชากร ๑๘ โกฏิ พระพุทธโฆษาจารย์ ได้พรรณาไว้ว่า มีประตูใหญ่ ๓๒ ประตู และประตูเล็ก ๖๔ ประตู
ต้นพุทธกาลพระพุทธศาสนาได้เจริญเติบโตเมืองราชคฤห์ ตอนปลายได้เจริญสาวัตถี เป็นเมืองแห่งศิลปะวิทยาโด่ดเด่นทางด้าน การศึกษา โดยเฉพาะลัทธิครูทั้ง ๖ คือ มักขลิโคศาล, อชิตเกสกัมพล, ภูเขาเวปุลละ ภูเขาคิชกูฏ ภูเขาอิสิคิริ ภูเขาปัณฑวะ เมืองราชคฤห์ ภูเขาเวภาระ ปกุธะกัจจายนะ, นิครนถนาฏบุตร, และสัญชัยเวลัฏฐบุตร พระมหา บุรุษยังเคยศึกษาในลัทธิของ อาฬารดาบส และอุทกดาบส เป็นเมืองค้าขาย เพราะมีเศรษฐีถึงหลายท่าน อาทิเช่น ราชคหเศรษฐี, ปุณณ, โชติก, เมณฑก, ธนัญชัย, ปาวาริก, โกสิย, กากวัลลิย

ลัฏฐิวัน (สวนตาลหนุ่ม)
เสด็จกรุงราชคฤห์
พระบรมศาสดาพร้อมด้วยภิกษุ ๑,๐๐๓ รูป เสด็จกรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ ประทับ ณ ลัฏฐิวัน (สวนตาลหนุ่ม) พระเจ้าพิมพิสารพร้อม ราช บริพารเสด็จเข้าเฝ้า ราชบริพารบางคนไม่แสดงความเคารพพระพุทธองค์ ตรัสสั่งให้พระอุรุเวลกัสสปะทำ ความจริงให้ปรากฏ แสดงปาฏิหาริย์ เหาะขึ้นไปในอากาศสูง ๗ ชั่วลำ ตาล ประกาศลัทธิเก่าของตนไม่มีแก่น สาร พระองค์ทรงแสดงอนุปุพพีกถา และอริยสัจ 4 จบพระธรรมเทศนา พระเจ้าพิมพิสารพร้อมบริวารบรรลุเป็นพระโสดาบัน ๑๑ นหุต (๑๑๐,๐๐๐ คน) อีก ๑ (๑๐,๐๐๐ คน) นหุต ขอเข้าถึงพระรัตนตรัย ตั้งความปรารถนาเป็นมโนปณิธาน ๕ ประการ 1. ขอให้ข้าพเจ้าได้อภิเษกเป็นกษัตริย์ในแคว้นมคธ 2. ขอให้ผู้ที่เป็นอรหันต์ เสด็จสู่แคว้นของข้าพเจ้า 3. ขอให้ข้าพเจ้าได้นั่งใกล้พระองค์องค์นั้น 4. ขอให้พระอรหันต์ได้แสดงธรรมโปรดข้าพเจ้า 5. ขอให้ข้าพเจ้าได้รู้ทั่วถึงธรรมของพระอรหันต์ วันรุ่งขึ้น ได้เสด็จยังพระราชนิเวศน์เพื่อรับอาหารบิณฑบาต พระเจ้าพิมพิสารจึงกราบทูลว่า “ลัฏฐิวัน” ไกลจากชุมชน ผู้มีความ ศรัทธาไปลำ บาก หม่อมฉันขอถวายพระราชอุทยานเวฬุวัน (ป่าไผ่) และ ทรงหลั่งน้ำ ทักษิโณทกตกที่พระหัตถ์ของพระพุทธองค์ พระองค์ทรงรับ พระเวฬุวันวิหาร จึงเป็นวัดแห่งแรกในพระพุทธศาสนา


วัดเวฬุวัน
วัดเวฬุวัน ถือได้ว่าเป็นวัดแรกในพระพุทธศาสนา ที่พระเจ้าพิมพิสาร สร้างถวาย เวฬุ = ไผ่ วัน = สวน, ป่า คือเป็นวัดสวนไผ่ วัดแห่งนี้ยังเป็นที่ เกิดของวันมาฆบูชา ที่พระพุทธองค์ทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์ เวฬุวัน มีอีกชื่อหนึ่งปรากฏในพระสูตรว่า “พระวิหารเวฬุวันกลันทกนิวาปสถาน” หรือ “เวฬุวันกลันทกนิวาป” (สวนป่าไผ่) สมัยพุทธกาลใกล้เคียงจะมีพระวิหารกโปตกันทราวิหาร พระสารีบุตร และพระโมคคัลลานะจะอยู่อาศัยภายใน ยังมีเหตุการณ์ และสถานที่สำ คัญดังนี้

- ที่กำ เนิดวันมาฆบูชา
วันมาฆบูชา หมายถึงการบูชา ในวันเพ็ญเดือน ๓ หลังจาก ตรัสรู้ได้ ๙ เดือน นับเป็นเหตุอัศจรรย์ ที่มีองค์ประกอบสำ คัญ ๔ ประการ เรียกว่า วันจาตุรงคสันนิบาต คำ ว่า “จาตุรงคสันนิบาต” แยกศัพท์ได้ดังนี้ คือ “จาตุร” แปลว่า ๔
“องค์” แปลว่า ส่วน
“สันนิบาต” แปลว่า ประชุม
ฉะนั้นจาตุรงคสันนิบาตจึงหมายความว่า “การประชุมด้วยองค์ ๔” กล่าวคือมีเหตุการณ์พิเศษที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ในเวลาบ่าย วันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ คือ
๑. พระสาวก ๑,๒๕๐ องค์ มาประชุมกันโดยมิได้นัดหมาย
๒. พระสาวกเหล่านั้นล้วนเป็นพระอรหันต์
๓. พระสาวกเหล่านั้นบวชด้วยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทา (พระพุทธเจ้าบวชให้) ๔. เป็นวันพระจันทร์เต็มดวงเสวยมาฆฤกษ์
ในวันนั้นทรงแต่งตั้งอัครสาวาก โอวาทปาฏิโมกข์ ถือว่าเป็น นโยบายการเผยแผ่พระพุทธศาสนา หรือเรียกว่า หัวใจพระพุทธศาสนา โอวาทปาฏิโมกข์ แบ่งเป็น ๓ ส่วน
ส่วนแรก คือ เป้าหมายการเผยแผ่พระพุทธศาสนา
๑) ขันติเป็นเครื่องเผาผลาญกิเลศอย่างยิ่ง
๒) พระพุทธเจ้าทั้งหลายตรัสว่า นิพพานเป็นธรรมอันสูงสุด
๓) ผู้ล้างผลาญผู้อื่น ไม่ชื่อว่าเป็นบรรพชิต ผู้เบียดเบียนผู้อื่น ไม่ชื่อว่าเป็นสมณะเลย
ส่วนที่สอง คือ หลักการของพระพุทธศาสนา
๑) การไม่ทำ บาปทั้งปวง
๒) การบำ เพ็ญกุศลให้ถึงพร้อม
๓) การกลั่นจิตของตนให้ผ่องใส
ส่วนที่สาม คือ วิธีการเผยแผ่พระพุทธศาสนา
๑) การไม่เข้าไปว่าร้ายกัน
๒) การไม่เข้าไปล้างผลาญกัน
๓) ความสำ รวมในพระปาฏิโมกข์
๔) ความเป็นผู้รู้ประมาณในโภชนาหาร
๕) การนอนการนั่งในที่อันสงัด
๖) การประกอบความเพียรทางจิตอย่างสูง ไม่ละเลย



- สระกลันทกนิวาป
พระเจ้าพิมพิสารยังโปรดให้ขุดสระน้ำ การันทกะขึ้น เพื่อให้ พระพุทธองค์ได้สรงน้ำ ด้วย พระองค์ได้เสด็จประพาสพระราชอุทยานเวฬุวัน วันนั้นพระองค์ ทรงดื่มน้ำ จัณฑ์มากไปหน่อยจึงทรงบรรทมหลับไป ณ สถานที่ตรงนั้น เอง ฝ่ายข้าราชบริพารที่ตามเสด็จมาด้วย ครั้นเห็นว่าเจ้าเหนือหัวของ ตนบรรทมหลับไปเช่นนั้น จึงต่างพากันทยอยออกไป กลิ่นอันหอม หวานของน้ำ จัณฑ์ที่ผสมกับแกล้มที่ระเหยจากพระนาสิกของพระองค์ นั้นเป็นต้นเหตุ ทำ ให้อสรพิษที่อาศัยในโพรงไม้ใกล้ ๆ อยู่ไม่ได้ มันจึง ค่อยๆ เลื้อยออกมาจากที่อยู่ของมันบ่ายหน้ามุ่งตรงมายังที่พระราชา ซึ่งบรรทมหลับอยู่นั้นเอง ฝ่ายรุกขเทวดาที่อาศัยอยู่ ณ แห่งนั้น ครั้น ได้เห็นเหตุการณ์ดังนั้นเข้าเกิดเมตตาและสงสารคิดที่จะช่วยให้พระ ราชารอดพ้นจากอันตรายแห่งชีวิต ทันใดจึงเปลี่ยนเพศจำ แลงกาย เป็นกระแตส่งเสียงดังจ้าละหวั่นที่ใกล้ ๆ เพราะเสียงร้องอันดังของ กระแตนั้นพระองค์จึงตกพระทัยตื่นขึ้น และทันทีนั้นอสรพิษก็พลันเลื้อย กลับไปยังที่อยู่ของตนดังเดิม พระองค์ครั้นเห็นเหตุการณ์ดังนั้นเข้าจึง ทรงดำ ริว่า “ชีวิตของเราที่รอดพ้นอันตรายมาได้นั้นก็เพราะกระแตตัวนี้” ดังนั้น จึงรับสั่งให้เจ้าหน้าที่นำ เอาอาหารหรือเหยื่อมาให้แก่กระแตเป็น ประจำ และให้นำ พระราชโองการเที่ยวประกาศห้ามไม่ให้ใครมาทำ ร้าย สัตว์จำ พวกนี้อีกต่อไปและตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาพระราชอุทยานเวฬุวัน จึงได้สมัญญาสร้อยเพิ่มเติมตอนท้ายว่า “เวฬุวันกลันทกนิวาป” เวฬุวัน สถานที่ให้เหยื่อกระแต อนึ่งจำ เดิมแต่นั้น ปวงประชาชนชาวราชคฤห์ก่อนที่จะไปเที่ยว ชมพระราชอุทยานเวฬุวันจึงค่อยๆ เริ่มนิยมกันนำ เอาอาหารเตรียม ติดตัวไปเพื่อให้กระแตที่อาศัยอยู่ในสถานที่นั้นครั้นมากเข้าๆ จนกลาย เป็นสถาบันขึ้นมาว่า ผู้ใดก็ตามที่จะไปเที่ยวชมพระราชอุทยานเวฬุวัน ผู้นั้นจะต้องนำ เอาอาหารเพื่อเป็นทานแก่กระแตติดตัวไปทุกครั้ง ดังนั้นกระแตในสมัยนั้นจึงนับว่าเป็นสัตว์ที่นอกจากจะโชคดี เที่ยววิ่งเล่นอย่างเป็นอิสระและอยู่อย่างเสรีในพระราชอุทยานแล้ว ยัง มีอาหารกินอย่างสมบูรณ์อีกโสดหนึ่งด้วย ฯ

- พระคันธกุฎี สถานที่ประทับของสัมมาสัมพุทธเจ้า คันธกุฎี คือ กุฏิที่อยู่ที่มีกลิ่นหอม ใช้เรียกที่อยู่พระพุทธเจ้า โดยเฉพาะ ตั้งอยู่บนเนิน มีการประดับอิฐเก่าๆ โดยรอบ

- เปรตญาติของพระเจ้าพิมพิสาร พระเจ้าพิมพิสารถวายวัดแล้ว ลืมกรวดน้ำ อุทิศไปให้เปรตที่ เป็นญาติ ตกกลางคืนญาติเหล่านั้นเป็นทุกข์หนัก ก็เลยปรากฏตัวให้ เห็นว่า ตัวเองเป็นเปรต ส่งเสียงร้องโหยหวน อยู่ในวัง ได้เสด็จทูลถาม พระพุทธเจ้า พระองค์ตรัสว่า ญาติที่ล่วงลับ ยังประสบทุกข์ ต้องการ ส่วนบุญจากพระองค์ จึงแนะนำ ให้บำ เพ็ญพระราชกุศล กรวดน้ำ อุทิศ ว่า อิทัง เม ญาตินัง โหตุ สุขิตา โหนฺตุ ญาตโย ขอส่วนกุศลนี้จง สำ เร็จแก่ญาติทั้งหลายของข้าพเข้า ขอญาติทั้งหลายจงมีความสุข ในอดีตชาติพระเจ้าพิมพิสารทำ บุญทำ ทาน ตั้งโรงทานเลี้ยงพระ เลี้ยงมหาชน แต่ว่าญาติเหล่านี้ไม่มีกุศลศรัทธา เลยยักยอกเอาของที่จะ ถวายสงฆ์ไปใช้ไปกินเป็นของตัว ละโลกไปแล้วเลยต้องไปเกิดเป็นเปรต พระเจ้าพิมพิสารจึงเป็นคนแรกที่กล่าวคำ ว่า อิทัง เม.... เรา ชาวพุทธคนไทยจึงนิยมกรวดน้ำ อุทิศบุญแก่ผู้ล่วงลับไปแล้ว


เขาคิชกูฏ
บนเขาคิชกูฏ เป็นสถานที่ประทับของพระพุทธเจ้า เรียกว่า พระคันธกุฎีเป็นรมณียสถาน ช่วงเข้าพรรษาพระองค์ทรงจำ พรรษาใน พระเวฬุวัน ออกพรรษาพระองค์ประทับ ณ พระคันธกุฎี บนเขาคิชฌกูฏ พระเจ้าพิมพิสารถูกกักบริเวณขังในคุก ทรงทอดพระเนตรดูชาย ผ้าเหลืองของพระพุทธศาสนาบนคิชฌกูฏ ทำ ให้พระองค์มีพระชนม์ อยู่ต่ออีก อากาศเย็นสบายเหมาะแก่การมาปฏิบัติธรรมนั่งสมาธิสำ หรับ ผู้แสวงบุญควรเลือกไปช่วงเช้าและช่วงเย็น ถ้าค่ำ มากเจ้าหน้าที่ตำ รวจที่ อยู่ตามรายทาง จะไม่อนุญาตให้ขึ้นเขาเพื่อความปลอดภัย สถานพระเทวทัตที่กลิ้งหินใส่พระพุทธเจ้า สถานพระเทวทัตที่กลิ้งหินใส่พระพุทธเจ้า อยู่ใกล้กับ พระคันธกุฎีบนเขาคิชฌกูฏ พระเทวทัตใช้คนอื่นปลงพระชนม์ พระพุทธเจ้าไม่สำ เร็จ ในที่สุดตัดสินใจทำ เอง ขึ้นไปบนเขาคิชฌกูฏ แล้ว กลิ้งหินใส่พระพุทธเจ้า


ถ้ำ สุกรขาตา
ถ้ำ สุกรขาตา เป็นสถานที่พระสารีบุตรทรงบรรลุพระอรหันต์ ภายในถ้ำ ขณะนั้นพระสารีบุตรกำ ลังถวายพัดพระบรมศาสดาอยู่เบื้อง หลังพระองค์แสดงธรรมโปรดทีฆนขะปริพพาชกเรื่องอุบายแห่งการละ ทิฏฐิ ๓ ประการสำ เร็จเป็นพระอรหันต์ยกย่องเป็นพระอัครสาวกเบื้อง ขวาเลิศทางปัญญาในวันนั้นเป็นวันมาฆบูชา ๑๕ ค่ำ เดือน ๓


ถ้ำพระโมคคัลลานะ
หัมมิยัง แปลว่า เงื้อมเขา ซึ่งเป็นอยู่ของพระโมคคัลลานะ ถ้ำ พระโมคคัลลานะ เป็นที่พักอาศัยของพระโมคคัลลานะ หลัง จากอุปสมบทได้ ๗ วัน บำ เพ็ญเพียรที่บ้านกัลลวาลมุตตคาม พระองค์ ทรงแสดงอุบายระงับความง่วง ๘ ประการ สำ เร็จเป็นอรหันต์ ยกย่อง เป็นพระอัครสาวกเบื้องซ้าย เลิศทางมีฤทธิ์


โรงพยาบาลหมอชีวกโกมารภัจจ์
ชีวกัมพวัน หรือพระอารามสวนมะม่วง เป็นสวนป่ามะม่วง ที่หมอชีวกโกมารภัจจ์ อุทิศถวายเป็นสังฆาราม แด่พระพุทธเจ้าและ พระภิกษุสงฆ์ ปัจจุบันเหลือซากโบราณสถานให้เห็นเป็นซากหินเรียงราย กันอยู่ โรงพยาบาลหมอชีวกโกมารภัจจ์ ถือได้ว่าเป็นโรงพยาบาลแห่ง แรกในพระพุทธศาสนา

มัททกุจฉิทายวัน
มัททกุจฉิทายวัน ตั้งอยู่เชิงเขาคิชฌกูฏ สถานที่พระนางโกศล เทวีอัครมเหสีของพระเจ้าพิมพิสารจะทำ แท้งลูกในพระภรรค์


วิศวะศานติสถูป
วิศวะศานติสถูปตั้งอยู่บนเขารัตนคีรี ท่านสมณะฟูจิภิกษุจาก ญีปุ่นได้สร้างไว้มีกระเช้าให้ขึ้น และทางเท้า


รอยเกวียน
รอยเกวียนโบราณ เป็นร่องรอยแห่งความเจริญของการค้าขาย ของเมืองราชคฤห์กับแคว้นอื่นๆ ล้อเกวียนไปกัดเซาะหินจนเป็นร่อง


คุกคุมขังพระเจ้าพิมพิสาร
คุกคุมขังพระเจ้าพิมพิสาร คือบริเวณที่กักขังหมายที่จะปลง พระราชบิดา หวังที่จะเป็นกษัตริย์ เพราะว่าอชาตศัตรูราชกุมารได้รับ การยุยงส่งเสริมจากพระเทวทัต

มนิยามัฐ มนิยามัฐ เป็นสถานที่เก็บพระบรมสารีริกธาตุทั้ง ๗ พระนคร


ที่เก็บสมบัติของพระเจ้าพิมพิสาร
ที่เก็บสมบัติของพระเจ้าพิมพิสาร ลักษณะมีการขุดเจาะหินหน้า ผ่าให้เป็นถ้ำ


ตโปทาราม
ตโปทาราม คือบ่อน้ำ ร้อน ในอดีตมีการอาบน้ำ ตามวรรณะ ต้นกำ เนิดการบัญญัติทางพระวินัยสงฆ์ ๑๕ วันอาบน้ำ ได้ ๑ ครั้ง ตโปทาราม, ตโปธานที เป็นบ่อน้ำ พุร้อนข้างในมี แร่กำ มะถัน เหล็ก ทองแดง และเรเดียม อยู่เป็นจำ นวนมาก การได้อาบจักเป็น ประโยชน์ต่อสุขภาพ ในพระบาลีได้กล่าวไว้ว่า น้ำ ได้ไหลผ่านโลหกุมภีนรกมาแล้ว ปัจจุบัน ตโปทาราม เป็นสถานที่บูชาทางศาสนาฮินดู ถือ กันว่าเป็นบ่อน้ำ ศักดิ์สิทธิ์ และผู้คนจากทั่วสารทิศจะมาอาบน้ำ กันที่นี่ จะมีการอาบลดหลั่นตามชั้นวรรณะ วรรณะสูงจะอาบต้นน้ำ พุ ส่วน วรรณะต่ำ จะอาบน้ำ ข้างล่าง ในช่วงฤดูหนาว ผู้เขียนได้พักอยู่ที่ราชคฤห์ และได้เข้าไปอาบ น้ำ ในตโปทาราม พอเดินลงมาทำ ให้กายอบอุ่นมากปราศจากความ หนาว
พระถังซัมจั๋งได้เล่า มาที่นี่แล้วได้มีผู้คนชวนให้อาบน้ำ อุ่นที่ ตโปทาราม ต้นบัญญัติสรงน้ำ ๑๕ วัน/ครั้ง ในบริเวณตโปธานที ในสมัยครั้นพุทธกาลภิกษุสงฆ์ได้มาอาบ น้ำ สรงน้ำ จนเพลิน พระเจ้าพิมพิสารมารอนานมาก จนทำ ให้ประตู เมืองปิด ไม่สามารถเข้าราชนิเวศน์ได้ ทำ ให้พระองค์มาอาศัยนอนใน วัดพระเวฬุวัน พระพุทธองค์ทรงบัญญัติให้ภิกษุอาบน้ำ ได้ทุก ๑๕ วัน ขออนุญาตให้ผ่อนผันอาบน้ำ ได้ทุกวัน พระกัจจายนะ เห็นความยากลำ บากพระที่จำ พรรษาที่เมือง กุรรฆระ เกี่ยวกับการปฏิบัติตามพระวินัย ๕ ประการ หนึ่งในข้อ นั้นคือความลำ บากสรงน้ำ ๑๕ วันต่อครั้ง เพราะในปัจจันตชนบท มีอากาศร้อน ชาวเมืองนิยมอาบน้ำ ทุกวัน การอาบน้ำ ๑๕ วันต่อครั้ง จะกลายเป็นเรื่องแปลกสำ หรับชาวพื้นเมือง อาจเป็นที่รังเกียจได้ และ พระภิกษุไม่สบายตัว พระพุทธเจ้าทรงผ่อนผันและให้ถือปฏิบัติในปัจจันตชนบท ทุกแห่ง


ถ้ำสัตตบรรณคูหา สถานที่ทำ สังคายนาครั้งที่ ๑ เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ ปรินิพพานได้ ๓ เดือน ที่ถ้ำ สัตตบรรณคูหาเขาเวภาระใกล้กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ ประเทศอินเดีย มีพระเจ้าอชาตศัตรูเป็นราชูปถัมภ์

ลัฎฐิวัน
ลัฎฐิวัน คือสวนตาลหนุ่ม พระพุทธเจ้าได้พาภิกษุสงฆ์ (อดีต ชฎิล ๓พี่น้อง และบริวาร) ซึ่งมีพระเจ้าพิมพิสารมาเคยถวายการต้อนรับ จุดเริ่มต้นของการปักหลักพระพุทธศาสนาในแคว้นมคธ

ขนมขาชา (kha ja)
ขาชา, คาชะ (Kha ja) มีลักษณะกรอบ มี 2 รส คือเค็มกับหวาน ร้าน ขายขนมขาชามีนับสิบร้าน ตั้งอยู่ ณ หมู่บ้านสิเลา อยู่ตรงกึ่งกลางระหว่าง เมืองราชคฤห์กับนาลันทา เป็นขนมที่เก็บไว้กินได้นานเป็นหลายวัน ตำ นานของคนอินเดียยังเชื่ออีกว่า พระพุทธเจ้าเสด็จผ่านมาที่ นี่ ชาวบ้านได้นำ ขนมชนิดนี้มาถวาย คำ ว่า “ขาชา” (kha ja) ซึ่งมีความ หมายว่า “กินแล้ว ก็ไป” พระพุทธองค์ฉันเสร็จแล้วเสด็จดำ เนินต่อยัง เมืองอื่น ชาวบ้านจึงเรียกขนมนี้ว่าขาชาแต่นั้นมา

เรื่องโกสิยเศรษฐีผู้มีความตระหนี่
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในกรุงสาวัตถี ทรงปรารภเศรษฐีชื่อ “โกสิยะ” ผู้มีความตระหนี่ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า “ยถาปิ ภมโร ปุปฺผ” ํ เป็นต้น ในที่ไม่ไกลแห่งกรุงราชคฤห์ ได้มีนิคมชื่อ สักกระ, เศรษฐีคนหนึ่ง ชื่อ “โกสิยะ” มีความตระหนี่ มีสมบัติ ๘๐ โกฏิ ประจำ อยู่ในนิคมนั้น พระศาสดาทรงตรวจดูหมู่สัตว์ เห็นอุปนิสัยโสดาปัตติผลของ เศรษฐีพร้อมทั้งภรรยา ซึ่งอยู่ในที่สุดแห่งที่ ๔๕ โยชน์ หลังจากเข้าเฝ้าพระราชาแล้วกลับมา เห็นคนหนึ่งกำ ลังกินขนม กุมมาส (ขนมเบื้อง) ให้เกิดความกระหายในขนมนั้นขึ้น ไปสู่เรือนของตน แล้ว เมื่อเวลาล่วงไปๆ เขาผอมเหลืองลงทุกที ขึ้นไปชั้นบนแห่งปราสาท ๗ ชั้น แล้วทอดกินเพียงคนเดียว พระศาสดาตรัสเรียกพระมหาโมคคัลลานเถระ เธอจงไป ณ ที่นั้น แล้วทรมานเศรษฐี ทำ ให้สิ้นพยศ พระเถระนำ เศรษฐีและภรรยาไปเฝ้าพระศาสดา ทั้งสองได้ถวาย ขนมเบื้องแด่พระบรมศาสดาและภิกษุสงฆ์ ทรงตรัสสรรเสริญพระมหา โมคคัลลานะ ทรมานเศรษฐีผู้มีความตระหนี่ ให้เห็นผลของการให้ทาน

เมืองราชคฤห์
เมือง...เลื่องลือศาสนา เมือง...ภูผาคิชฌกูฏ
เมือง...บุตรฆ่าพ่อ เมือง...หมอเทวดา
เมือง...มหาเศรษฐี เมือง...เบญจคีรีนคร
เมือง...สอนธรรมวันมาฆะ เมือง...พระบรมสารีริกธาตุ
เมือง...มหาราชลือชา เมือง...ม้าขื่นขม
เมือง...ขนมขาชา เมือง...สังคายนาครั้งแรก
เมือง...แขกแบ่งชนชั้น เมือง...เวฬุวันวัดป่า
เมือง...อัครสาวก เมือง...เปรตนรกขอส่วนบุญ

ที่มา... คู่มือพระธรรมวิทยากร


นาลันทา
เมือง......พระราชาอุปถัมภ์ เมือง....ยอยกการศึกษา
เมือง....คลังสติ-ปัญญา เมือง....มหาวิทยาลัย
เมือง.....มาตุภูมิอัครสาวก เมือง....วิปโยคเมื่อล่มสลาย
เมือง...พระสงฆห์หลบล้ีหนีตาย เมือง....เป้าหมายทาลายลางคลงพระธรรม
เมือง...พระถังฯพากเพียรเรียนพระไตรปิฎก เมือง....ยาจกโห่ก้องร้องระส่ำ
เมือง....หลวงพ่อพุทธองค์ดำ เมือง....คราคร่ําผู้คนจน-มี
เมือง...สารีบุตรฉุดแม่จากมิจฉาฯ เมือง....รถมาเอ้ืออาทรตามวิถี
เมือง....นิพพานพระธรรมเสนาบดี เมือง...เจดีย์ธาตุขันธ์ลูกกตัญญู

ที่มา...คู่มือพระธรรมวิทยากร



มหาวิทยาลัยนาลันทา
มหาวิทยาลัยนาลันทา เป็นมหาวิทยาลัยพุทธศาสนาที่เก่าที่สุด ในโลกและเสื่อมสลายในที่สุด พระพุทธศาสนาห่างหายจากอินเดีย ๖๐๐ กว่าปี มีห้องสมุด ๓ แห่ง คือ รัตนาคร รันตรัญชกะ รัตโนทธิ มีนักศึกษา ๑๐,๐๐๐ ท่าน ครูอาจารย์ ๑,๕๐๐ ท่าน เกวัฏฏสูตร ทีฆนิกาย ได้กล่าว ไว้ว่า ห่างจากเมืองราชคฤห์ ๑ โยชน์ ( ๑๖ กิโลเมตร) ความหมายคำ ว่า นาลันทา บันทึก พระถัมชัมจั๋ง น อลํ ททามิ = ไม่พอในการให้
นาลํ ทา = ให้ความชื่นใจ
อีกความหมายคือ นาลํ = ดอกบัว
ทาน =ให้
รวมกันคือ เมืองผู้ให้ดอกบัว, หรือเมืองผู้ให้ความรู้ และมีที่มา อีก นาลันทา คือเมืองพญานาคในภายมหาวิทยาลัยมีพระสถูปขนาด ใหญ่ตั้งอยู่ เป็นเครื่องหมายสัญลักษณ์แห่งการเรียนรู้ ผู้มีปัญญาเหมือน กับพระสารีบุตรผู้เป็นอัครสาวกของพระพุทธเจ้า เพราะว่าเป็นที่เกิดที่ นิพพานของพระสารีบุตร ทุสสปาวาริกเศรษฐีได้ถวายสวนมะม่วงแก่พระพุทธเจ้าเพื่อสร้าง อาราม เป็นที่อยู่อาศัยของพระภิกษุสงฆ์ ชื่อ วัดปาวาริกัมพวัน เป็นการ นำ วัดหลายๆ วัดในบริเวณใกล้เคียงมาสร้างแหล่งเรียนรู้ จนกลายเป็น มหาวิทยาลัยที่ยิ่งใหญ่ ต่อมาศิษยานุศิษย์ของพระสารีบุตร ได้มาสร้างเป็นสถานที่แห่ง การเรียนรู้ ได้รับการอุปถัมภ์เชิดชูจากกษัตริย์อาทิเช่น พระเจ้าอโศก- มหาราชเสด็จมาสร้างเจดีย์ ๒ องค์ กษัตริย์ในแคว้นมคธในยุคต่อๆ มา พ.ศ. ๘๐๐ – ๙๕๓ ได้รับอุปถัมภ์จากราชวงศ์คุปตะ พ.ศ. ๑๑๔๙ – ๑๒๒๓ ได้รับอุปถัมภ์จากพระเจ้าหรรษวรรธนะ พ.ศ. ๑๓๐๓ – ๑๖๘๕ ได้รับอุปถัมภ์จากราชวงศ์ปาละ ปัจจุบันทางรัฐบาลได้สร้างมหาวิทยาลัยนาลันทาแห่งใหม่ขึ้น เพื่อเชิดชูของเก่าที่ได้สูญหายไป


หลวงพ่อองค์ดำ
หลวงพ่อองค์ดำ สร้างด้วยหินดำ แกะสลัก ในสมัยพระเจ้าเทว ปาล ประมาณ พ.ศ. ๑๓๕๓ – ๑๓๙๓ อายุประมาณ ๑,๒๐๐ ปี เป็น พระพุทธรูปที่ศักดิ์สิทธิ ที่ผู้คนในละแวกนั้นและชาวไทยให้ความเคารพ สักการะอยู่ตลอดเวลาไม่ขาดสายปัจจุบันตั้งอยู่นอกรั้วมหาวิทยาลัยนา ลันทาเก่า

วัดพุทธนานาชาติ
วัดพุทธนานาชาติอาทิเช่น วัดไทยนาลันทา วัดไทยสิริราชคฤห์

พระสูตรและชาดก
ปาฏิโมกข์ สามัญญผล เป็นต้น

ประวัติพระสารีบุตร
พระสารีบุตร หรือบุตรของนางสารี อยู่ที่หมู่บ้านอุปติสสคาม ตำ บลนาลันทา มีหัวหน้าหมู่บ้านชื่อ วังคันตะ ภรรยาชื่อนางสารี อุปติสสะและโกลิตะเป็นสหายกันตั้งแต่เล็ก วันหนึ่งไปเที่ยวงาน มหรสพ เกิดความเบื่อ เพราะไม่สนุกเบิกบานใจเหมือนครั้งก่อน ทั้งสองต่างคิดว่า คนเรามีอายุไม่ถึง ๑๐๐ ปี จักตายเป็นแน่แท้ ถ้าอย่างนั้น มุ่งหาทาง หลุดพ้น (แสวงหาโมกขธรรม) - บวชในสำ นักสัญชัยปริพาชก ศึกษาในสำ นักของอาจารย์สัญชัยจนจบในวิชา เมื่อเห็นว่าไม่มี ประโยชน์ จึงมุ่งหน้าไปตามอาจารย์ สุดท้ายกลับมาที่เดิม ทำ กติกากันว่า ผู้ใดบรรลุอมตธรรมก่อน ขอให้จงบอกแก่กันด้วย - อุปติสสะพบพระอัสสชิ ได้พบพระอัสสชิกำ ลังบิณฑบาตในเมืองราชคฤห์ ทีแรกคิดที่ จะเข้าไปถาม แต่เห็นเป็นกาลไม่สมควร เมื่อพระอัสสชิไปสถานที่ ฉันภัตตาหาร อุปติสสะจึงรีบจัดอาสนะถวาย นั่งปรนนิบัติ หลังเสร็จ ภัตตกิจ จึงถามว่า “ข้าแต่ท่านผู้มีอายุ ใบหน้าของท่านผ่องใสยิ่งนัก ผิวพรรณของ ท่านบริสุทธิ์ผุดผ่อง ท่านบวชในสำ นักของใคร ใครเป็นศาสดาของท่าน และท่านชอบใจธรรมของใคร?” พระเถระตอบว่า “ปริพาชกผู้มีอายุ เราบวชจำ เพาะพระมหา- สมณะศากยบุตร ผู้เสด็จออกจากศากยสกุล พระองค์เป็นศาสดาของ เราชอบใจธรรมของท่าน พระอัสสชิจึงกล่าวคาถาว่า เย ธมฺมา เหตุปฺปภวา เตสํ เหตุํ ตถาคโต เตสญฺจ โย นิโรโธ จ เอวํ วาที มหาสมโณ พระตถาคตตรัสเหตุและความดับของธรรมเหล่านั้น พระมหา สมณะมีปกติตรัสอย่างนี้ (ธรรมที่เกิดแต่เหตุ คือ ขันธ์ ๕ ได้แก่ ทุกข์, เหตุแห่งธรรม คือ สมุทัย, ความดับแห่งธรรมเหล่านั้นคือ นิโรธและมรรคมีองค์ ๘) อุปติสสะได้ตั้งอยู่ในโสดาบัน ได้ดวงตาเห็นธรรมว่า “สิ่งใดสิ่งหนึ่ง มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับ ไปเป็นธรรมดา” ขอให้พระอัสสชิไปเฝ้าพระบรมศาสดาล่วงหน้าก่อน ส่วนตนจะไป แสดงธรรมให้โกลิตะฟังอุปติสสะกล่าวคาถาบทเดิม โกลิตะตั้งอยู่ ในโสดาปัตติผล

- ชวนอาจารย์สัญชัย
ทั้งสองได้ชักชวนอาจารย์สัญชัยแต่ได้ถูกปฏิเสธ อาจารย์ถาม กลับว่า อาจารย์ ในโลกนี้ คนโง่กับคนฉลาดอย่างไหนมากกว่ากันศิษย์ คนโง่ครับ คนฉลาดมีจำ นวนน้อย อาจารย์ ถ้าอย่างนั้นพวกคนฉลาดๆ ควรไปสู่สำ นักของพระโคดม ส่วนพวกคนเขลาควรมาสำ นักเรา ไปกันเถิด เราจักไม่ไป.... และได้พาบริวารไปเข้าเฝ้าพระบรมศาสดา ณ วัดเวฬุวัน

- ทูลขออุปสมบท
ขณะนั้นพระพุทธเจ้าประทับท่ามกลางภิกษุสงฆ์ ทอดพระเนตร เห็นทั้งสองเดินทางมาแต่ไกล จึงชี้ให้ภิกษุทั้งหลายว่า “บุคคลทั้งสองที่ กำ ลังเดินมา จะเป็นอัครสาวกของเราในอนาคต” จบธรรมเทศนา ปริพาชก ๒๕๐ คน บรรลุพระอรหันต์ และ ได้ทูลขออุปสมบท พระโมคคัลลานะ อุปสมบทได้ ๗ วัน บำ เพ็ญเพียรบ้าน กัลลวาลมุตตคาม พระองค์ทรงแสดงอุบายระงับความง่วง ๘ ประการ สำ เร็จเป็นอรหันต์ ยกย่องเป็นพระอัครสาวกเบื้องซ้าย เลิศทางมีฤทธิ์ พระสารีบุตรอุปสมบทได้ ๑๕ วัน ถวายพัดพระบรมศาสดา อยู่เบื้องหลังถ้ำ สุกรขาตาพระองค์แสดงธรรมโปรดทีฆนขปริพพาชก (มีเล็บยาว) เป็นหลานของท่าน เรื่องอุบายแห่งการละทิฏฐิ ๓ ประการ สำ เร็จเป็นพระอรหันต์ ส่วนฑีฆนขะ ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล พระสารี บุตรได้รับยกย่องเป็นพระอัครสาวกเบื้องขวา เลิศทางปัญญา

- มารดาตำ หนิที่ทิ้งทรัพย์ไปบวช
พระเถระพร้อมด้วยภิกษุ ๕๐๐ รูป ไปบิณฑบาตยังเรือนมารดา ในบ้านนาลกะ มารดานิมนต์แล้ว ถวายอาหารแล้วด่า

- ภิกษุทั้งหลายสรรเสริญพระเถระ
ภิกษุทั้งหลายได้สนทนากันในโรงธรรมว่า “เมื่อมารดาของท่าน ด่าอยู่อย่างนั้น แม้เหตุสักว่าความโกรธ มิได้มีเลย” พระศาสดาตรัสว่า เราเรียกผู้ไม่โกรธ มีวัตร มีศีล ไม่มีตัณหาเครื่อง ฟูขึ้น ผู้ฝึกแล้ว มีสรีระในที่สุดนั้นว่าเป็นพราหมณ์

- พระสารีบุตรถูกภิกษุรูปหนึ่งฟ้อง
ออกพรรษาจะเทียวจาริกตามชนบทต่างๆ พระเถระทักทาย ปราศรัยกับภิกษุ มีภิกษุรูปหนึ่งพระเถระไม่ทันสังเกตไม่ได้ทักทาย เกิด ความน้อยใจและโกรธ บังเอิญชายผ้าสังฆาฏิของพระเถระไปกระทบ ภิกษุรูปนั้น จึงนำ เหตุนั้นไปฟ้องพระพุทธเจ้า พระเถระได้อุปมาเปรียบเทียบตนเองเหมือนสิ่งของ ๙ อย่าง เช่น เหมือนเด็กจัณฑาล ที่มีความสงบเสงี่ยมเจียมตัวอยู่เสมอเวลา เข้าไปยังสถานที่ต่างๆ เหมือนโค ที่ถูกตัดเขา ฝึกหัดมาดีแล้ว ย่อม ไม่ทำ ร้ายใครๆ ภิกษุปุถุชนถึงกับตื้นตัน น้ำ ตาไหลออกมา กล่าวขอ ขมาโทษต่อพระเถระ

- ถูกพราหมณ์ตี
พระเถระเป็นผู้มีขันติ ความอดทน พราหมณ์ผู้มีความเห็น ผิด จะยั่วให้ท่านโกรธ ช่วงที่ท่านบิณฑบาต เดินไปข้างหลังใช้ฝามือ ตีกลางหลัง แต่ท่านไม่รู้สึกสะทกสะท้านเลย ความเร่าร้อนบังเกิดขึ้น ทั่วร่างกายของพราหมณ์ ดังนั้นแล้ว จึงรีบขอขมาพระเถระ ท่านจึง อดโทษให้ นิมนต์พระเถระรับอาหารบิณฑบาตที่เรือนของตน

- เคารพพระอัสสชิผู้เป็นอาจารย์
พระสารีบุตรเมื่อรู้ว่า พระอัสสชิอยู่ในทิศใด ก็จะประคอง อัญชลีไปทางทิศนั้น นอนหันศีรษะไปทางทิศนั้น

- ยักษ์ทุบศีรษะ
ตอนนั้น พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะอยู่ที่กโปตกันทรา วิหาร ปลงผมใหม่นั่งเข้าสมาธิ มียักษ์สองสหาย ยักษ์อยากจะประหาร ที่ศีรษะของสมณะนี้ ยักษ์สหายอีกตนจึงห้ามไว้ ยักษ์นั้นไม่เชื่อได้ทุบ ศีรษะของท่านสารีบุตรเถระ (สามารถทำ พญาช้างตั้ง ๗ ศอก หรือ ๘ ศอก ให้จมลงได้ หรือทำ ลายยอดภูเขาใหญ่) ยักษ์นั้นเร่าร้อน แล้วได้ ตกลงไปสู่นรก

- สารีบุตรปราบวาทะของปริพาชก
นางปริพาชกต้องการจะโต้วาทะกับท่าน เมื่อแพ้แล้ว จึงขอ บวชเป็นภิกษุณี ไม่ช้าก็ได้บรรลุพระอรหันต์

- โปรดมารดาแล้วปรินิพพาน
เป็นธรรมเนียมที่พระอัครสาวกนิพพานก่อนพระบรมศาสดา เหลือเวลาเพียง ๗ วัน พระเถระขอถวายบังคมลาปรินิพพาน ที่ห้องเกิดในเรือนมารดา ฝ่ายนางพราหมณีทราบข่าวก็ดีใจ จึงสั่งให้ คนจัดห้องพักให้ลูกชาย โยมแม่ได้เป็นแม่ของพระอรหันต์ถึง ๗ องค์ แต่ตนเองไม่ได้เลื่อมใสในพระรัตนตรัย จึงทำ ให้เถระต้องไปโปรดมารดา เทวดาชั้นต่างๆ ต้องการจะมาไหว้พระเถระ มีท้าวมหาราช ท้าวสักกะ และท้าวมหาพรหมชั้นสุทธาวาส นางพราหมณีนับถือ พระพรหมอยู่แล้ว คิดว่าบุตรของเรามีอานุภาพเพียงนี้ พระพุทธเจ้า จะมีอานุภาพเพียงไหน เกิดปีติขึ้น หลังจากนั้น พระเถระได้แสดงธรรม พรรณนาพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ และพระสังฆคุณ ยังมารดาให้ ดำ รงอยู่ในโสดาปัตติผล ท่านปรินิพพาน ในวันปุรณมีขึ้น ๑๕ ค่ำ เพ็ญเดือน ๑๒ พระจุนทะได้นำ อัฏฐิธาตุ และบริขารคือบาตรจีวรถวายแด่พระบรม ศาสดารับสั่งใหบรรจุอัฏฐิในเจดีย์ที่ซุ้มประตู ณ วัดพระเชตวัน อดีตชาติ ในอดีตชาติ ย้อนไปอสงไขยกัปยิ่งด้วยแสนกัป พระสารีบุตร ชื่อ สรทมาณพ พระโมคคัลลานะชื่อ สิริวัฑฒกุฎุมพี ทั้งสองเป็นเพื่อน เล่นด้วยกันมา บิดาล่วงลับแล้ว ได้มอบสมบัติให้ ท่านคิดว่า เราไม่รู้ อัตภาพในโลกนี้ โลกอื่น ความตายเป็นของแน่นอน ควรบวชแสวงหา โมกขธรรม (ธรรมที่พ้นจากความตาย) ได้บวชเป็นดาบสจนได้อภิญญา ๕ สมาบัติ ๘ และมีคนติดตามบวชอีก ๗๔,๐๐๐ รูป สมัยนั้น พระพุทธเจ้าอโนมทัสสี ได้อุบัติขึ้นแล้ว มีอัครสาวก คือ พระนิสภะเถระ และพระอโนมเถระ พระศาสดาได้เสด็จไปยังที่อยู่ ของเขา ได้ปูอาสนะถวายกระทำ เสนาสนะดอกไม้ถวายพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงแสดงพระธรรมเทศนา เมื่อจบเทศนา เว้นสรทดาบสเสีย ดาบส ๗๔,๐๐๐ รูป บรรลุพระอรหันต์ ทูลขอบวช สรทดาบสที่ไม่ บรรลุ เพราะว่ามีจิตฟุ้งซ่าน

- ตั้งความปรารถนาเป็นอัครสาวก
อีกเหตุผลหนึ่งได้บรรลุคือ เห็นอัครสาวกแล้ว อยากจะเป็น เหมือนท่านบ้าง พระพุทธเจ้าที่จะอุบัติขึ้นในอนาคต ท่านจึงปริวิตก ไม่อาจทำ ให้ซึ่งมรรคผล ท่านถามพระพุทธเจ้าว่า ภิกษุที่นั่งติดพระองค์ ชื่ออะไร พระองค์ตอบว่า นิสภเถระ สรทดาบสจึงได้ทำ ความปรารถนา ว่า การกั้นฉัตรดอกไม้ตลอด ๗ วัน ด้วยผลสักการะนี้ ขอให้ได้เป็น อัครสาวกพระพุทธเจ้าพระองค์ใดพระองค์หนึ่ง เหมือนนิสภเถระนี้ พระศาสดาทรงส่งอนาคตังสญาณ (ปัญญาหยั่งรู้อนาคต) ครั้นทรง เห็นแล้ว จึงตรัสว่า เธอจะเป็นอัครสาวกของพระโคดม นามว่า พระ ธรรมเสนาบดีสารีบุตร ให้สหายปรารถนาสาวกที่สอง บอกข่าวแก่ สหาย ให้ท่านจงปรารถนาตำ แหน่งสาวกที่สองเถิด สิริวัฑฒกุฎุมพีทำ มหาทานตลอด ๗ วัน ตั้งความปรารถนาตรงต่อพักตร์ พระองค์ ทรงพยากรณ์ ท่านจักได้เป็นอัครสาวกที่สองของพระโคดมพระพุทธเจ้า สิริวัฑฒกุฎุมพีเสียชีวิตแล้ว ได้บังเกิดในเทวโลก สรทดาบส เจริญพรหมวิหาร ๔ บังเกิดในพรหมโลก ประวัติพระโมคคัลลานะ ท่านเกิดในตระกูลพราหมณ์ เป็นบุตรของนางโมคคัลลีพราห มณี บ้านโกลิตคาม

- อุบายแก้ง่วง ๘ ประการ
๑. คิดถึงเรื่องใดอยู่ ให้คิดถึงเรื่องนั้นให้มาก
๒. พิจารณาธรรมที่ได้สดับมา
๓. สาธยายที่ได้สดับมา
๔. ยอนช่องหูทั้งสองข้าง
๕. เอามือลูบตัว เอาน้ำ ล้างหน้า
๖. นึกถึงความสว่างหรือแสงสว่าง
๗. จงกรม เดินกลับไปกลับมา
๘. นอนแบบสีหไสยาสน์
และภิกษุไม่พึงชูงวงเข้าไปสู่ตระกูล จักไม่พูดถ้อยคำ อันเป็นเหตุ ให้ทุ่มเถียงกัน พึงเสพเสนาสนะอันสงัด ซึ่งพระศาสดาทรงสรรเสริญ

- พระโมคคัลลานะไปเทวโลก พระเถระไปยังเทวโลก เห็นวิมานของเทพธิดา จึงถามว่า สมบัติของท่านทั้งหลาย ท่านได้เพราะทำ กรรมอะไร บ้างก็ตอบว่า รักษาคำ สัตย์ ไม่โกรธตอบ หรือได้ถวายไม้ผล เป็นต้น เมื่อกลับจากเทวโลก ได้กราบทูลถามพระพุทธองค์ ลำ ดับ นั้น พระศาสดาตรัสกับพระโมคคัลลานะนั้นว่า “โมคคัลลานะ บุคคล กล่าวเพียงคำ สัตย์ก็ดี ละเพียงความโกรธก็ดี ถวายทานเพียงเล็กน้อย ก็ดี ย่อมไปถึงเทวโลกได้แท้ ดังนี้
- ปราบนันโทปนันทนาคราช
ตอนนั้น นาคราชอยู่ในข่ายพระญาณของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์เสด็จยังดาวดึงส์เทวโลกพร้อมกับภิกษุ ๕๐๐ รูป อยู่เหนือ วิมานนาคราช เกิดความไม่พอใจไปยังเชิงภูเขาสิเนรุ ขนดโอบวงภูเขา สิเนรุ ๗ รอบ แผ่พังพานไว้เบื้องบน แล้วเอาพังพานคว่ำ ลงบังภพ ดาวดึงส์ไว้ ให้ถึงการมองไม่เห็นเขาสิเนรุ พระโมคคัลลานะทูลขออาสาทรมานนาคราชนั้น กระทำ ให้ หมดพยศ พาไปยังสำ นักพระบรมศาสดา และได้ขอถึงพระองค์เป็นสรณะ

- เขย่าบุพพารามปราสาทเตือนภิกษุใหม่ พวกภิกษุใหม่ๆ กล่าวเดรัจฉานกถา คือ การพูดเรื่องไร้สาระ อันขัดขวางมรรค ผล นิพพาน พระโมคคัลลานะเอานิ้วหัวแม่เท้ากด ยอดปราสาท ทำ ให้โอนเอียงไปมา ภิกษุใหม่ตกใจรีบมาออกเข้าเฝ้า พระบรมศาสดา พระองค์ทรงแสดงธรรมเทศนา จบเทศนา ภิกษุได้ เข้าถึงมรรคผล นิพพพาน

- เขย่าเวชยันตปราสาทของท้าวสักกะ บันดาลให้เวชยันตประสาทสั่นสะเทือน เพื่อเตือนสำ นึกให้ พระอินทร์ไม่ประมาทมัวเมา

- การปรินิพพานของพระโมคคัลลานะ ลาภได้เกิดขึ้นกับพระพุทธศาสนา ทำ ให้พวกเดียรถีย์เกิดความ อิจฉา ที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะว่า พระโมคคัลลานะไปยังเทวโลกหรือนรก กลับมานำ เรื่องบอกแก่มนุษย์ พวกเดียรถีย์ให้ทรัพย์หนึ่งพันกหาปณะ แก่กลุ่มโจรเพื่อฆ่าพระโมคคัลลานะ พระเถระ หลบออกไปทางช่องลูกกุญแจ พวกโจรทำ ลาย มณฑล พวกเดียรถีย์นั้นไม่อาจจับพระเถระได้ พระเถระทราบภาวะ แห่งอกุศลที่ท่านได้เคยทำ ไว้ จึงมิได้หลบเลี่ยง พวกโจรจับพระเถระ ทุบกระดูกให้แตกเป็นชิ้นเล็ก มีประมาณเท่าเมล็ดข้าวสารหัก แล้วโยน ไว้หลังพุ่มไม้ พระเถระประสานกายด้วยฌาน แล้วไปสู่สำ นักพระบรม ศาสดา กราบทูลลาปรินิพพาน ต่อมาพระเจ้าอชาตศัตรู ทรงหน่วยสอดแนม รับสั่งให้จับ สมณะเปลือย ๕๐๐ คนประหารชีวิต

- บุพพกรรมของพระมหาโมคคัลลานะ เคยเกิดเป็นลูกชาวเมืองพาราณสี มารดาบิดาตาบอด ต่อมา ได้นำ หญิงสาวมาให้เขา อยู่ได้ไม่กี่วัน หญิงสาวเบื่อในการเลี้ยงดู นางได้ใส่ร้ายมารดาบิดา ด้วยการทิ้งข้าวของเกลื่อนทั่วบ้าน บอกสามี ว่า เป็นการกระทำ ของพ่อแม่ สามีไม่เชื่อ ครั้นพูดบ่อยๆ เข้าก็เอน เอียงเข้าข้างกับภรรยา วางอุบายที่จะลวงฆ่ามารดาบิดา ระหว่างที่จะไปเยี่ยมญาติ จึงขอให้พ่อแม่ถือเชือกไว้ แล้วเปลี่ยนเสียงดุจโจร พ่อแม่ได้ยินเสียง นั้นกล่าว “ลูกเอ๋ย แม่และพ่อแก่แล้ว เจ้าจงรักษาตัวเจ้าเถิด” ทุบตี มารดาบิดา แม้ท่านจะร้องอยู่ ทิ้งศพไว้ในป่า แล้วกลับบ้าน พระพุทธเจ้ารับสั่งเรื่อง พระโมคคัลลานะ ทำ กรรมได้ตกนรกหลาย แสนปี ด้วยวิบากที่ยังเหลือ จึงถูกทุบตี ละเอียดหมดสิ้น ๑๐๐ อัตภาพ ประวัติพระมหากัสสปเถระ พระมหากัสสปะ เป็นบุตรของกปิลพราหมณ์ ตระกูลกัสสปะ บ้านมหาติฏฐะ แคว้นมคธ ชื่อเดิมของท่านคือ “ปิปผลิ” เมื่อท่านอายุได้ ๒๐ ปี ได้ทำ การอาวาหมงคลกับนางภัททกาปิ ลานี วัย ๑๖ ปี พราหมณ์ตระกูลโกลิยะ ณ เมืองสาคลนคร แคว้นมคธ เมื่อปิปผลิมาณพ อายุได้ ๒๐ ปี บิดามารดาได้ปรึกษากันว่าจะ หาภรรยาให้แก่บุตรชาย จึงได้มอบเงินและทองให้แก่พราหมณ์ ๘ คน เพื่อสืบแสวงหาสาวงานที่มีฐานะเสมอกัน พราหมณ์เหล่านั้นเที่ยวสืบ แสวงหาไปตามเมืองต่าง ๆ ได้พบธิดาของโกลิยพราหมณ์นามว่า “ภัท ทกาปิลานี” แม้เวลาจะขึ้นเตียงนอนก็ขึ้นกันคนละข้าง มีแจกันดอกไม้ตั้งอยู่ ตรงกลางเตียง ตลอดระยะเวลาที่ทั้งสองอยู่ร่วมกันนั้น มิได้สัมผัสถูกต้อง กันเลย เมื่อบิดามารดาถึงแก่กรรมแล้ว ทรัพย์สมบัติและหน้าที่การงาน ทุกอย่างจึงเป็นภาระของสองสามีภรรยา จนกระทั่งวันหนึ่ง ในขณะที่ปิปผลิกำ ลังตรวจดูทาสและกรรมกร ทำ งานอยู่ในไร่นา ได้เห็นนกกาจิกกินสัตว์น้อยมีไส้เดือนเป็นต้น ก็รู้สึก สงสารและสลดใจที่สัตว์เหล่านั้นต้องตายเพราะตนเป็นเหตุ ส่วนนาง ภัททกาปิลานี ก็ให้คนนำ เมล็ดถั่วงาออกมาตากที่ลานหน้าบ้าน เห็นหมู่ นกกามาจิกกินตัวหนอนและแมลงต่าง ๆ ก็เกิดความสงสารและสลดใจ เช่นกัน เมื่อสองสามีภรรยามีโอกาส อยู่กันตามลำ พังได้สนทนาถึงเรื่อง ความในใจของกันและกันแล้ว จากนั้นทั้งสองก็มีความคิดตรงกันว่า“ผู้อยู่ ครองเรือน แม้จะไม่ได้ลงมือทำ การงานเอง แต่ก็ต้องคอยรับบาปที่ทาส และกรรมกรทำ ให้” จึงเกิดความเบื่อหน่ายเพศฆราวาสพร้อมใจกันสละ ทรัพย์สมบัติทั้งหมดให้ญาติและบริวาร ส่วนทั้งสองสามีภรรยาพากัน ออกบวช พอถึงทางสองแพร่งจึงแยกทางกัน ปิปผลิไปทางขวา ส่วนนาง ภัททกาปิลานี ไปทางซ้าย

อุปสมบทด้วยวิธีโอวาท ๓ ข้อ ปิปผลิ เดินทางไปตามลำ ดับ ได้พบพระผู้มีพระภาคเสด็จประทับ ที่ภายใต้ร่มไทร ระหว่างกรุงราชคฤห์กับนาลันทา จึงน้อมกายกราบถวาย บังคมแทบพระบาท กราบทูลขออุปสมบทในพระพุทธศาสนา พระพุทธ องค์ ประทานการอุปสมบทด้วยวิธีให้รับโอวาท ๓ ข้อ เรียกว่า “โอวาทปฏิคคหณูปสัมปทา” โอวาท ๓ ข้อนั้นคือ
๑) กัสสปะ เธอพึงศึกษาว่า เราจักตั้งความละอายและความ เกรงใจไว้ในภิกษุทั้งที่เป็นพระเถระผู้เฒ่า ผู้มีพรรษาปานกลาง และทั้ง ผู้บวชใหม่
๒) กัสสปะ เธอพึงศึกษาว่า เราจักฟังธรรม บทใดบทหนึ่งอัน ประกอบด้วยกุศลด้วยความตั้งใจฟังโดยเคารพ และพิจารณาจดจำ เนื้อ ความธรรมบทนั้น
๓) กัสสปะ เธอพึงศึกษาว่า เราจะไม่ละสติไปในกาย คือ พิจารณากายเป็นอารมณ์โดยสม่ำ เสมอ
บรรลุพระอรหัตผล หลังจากอุปสมบทได้ ๘ วัน ท่านได้ช่วย รับภารธุระอบรมสั่งสอนพระภิกษุและพุทธบริษัทอื่น ๆ จนมีภิกษุเป็น บริวารจำ นวนมาก ท่านมีปกติสมาทานธุดงค์ ๓ ประการ อย่างเคร่งครัด คือ ๑) ถือการนุ่งห่มบังสุกุลเป็นวัตร
๒) ถือการเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร
๓) ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร
เพราะการปฏิบัติในธุดงค์คุณทั้ง ๓ ประการนี้อย่างเคร่งครัด พระบรมศาสดาจึงทรงยกย่องท่านในตำ แหน่งเอตทัคคะ เป็นผู้เลิศกว่า ภิกษุทั้งหลาย ในทางผู้ทรงธุดงค์ นอกจากนี้ พระบรมศาสดายังทรงยกย่องท่านในทางอื่น ๆ อีก หลายประการ กล่าวคือ:-
ครั้งหนึ่ง ท่านติดตามพระพุทธองค์ไปประทับที่ภายใต้ร่มไม้ต้น หนึ่งท่านได้พับผ้าสังฆาฏิของท่านเป็น ๔ ชั้นแล้วปูถวายให้พระพุทธองค์ ประทับนั่ง ครั้นแล้ว พระบรมศาสดาได้ประทานผ้าสังฆาฏิของพระองค์ ซึ่งเก่าคร่ำ คร่าให้แก่ท่าน แล้วทรงยกย่องท่านอีก ๔ ประการคือ:-
๑) กัสสปะ มีธรรมเป็นเครื่องอยู่เสมอด้วยตถาคต เป็นผู้มักน้อย สันโดษภิกษุทั้งหลายควรถือเป็นแบบอย่าง
๒) กัสสปะ เมื่อเธอเข้าไปใกล้ตระกูลแล้ว ชักกายและใจออก ห่างประพฤติตนเป็นคนใหม่ ไม่คุ้นเคย ไม่คะนองกาย วาจา และใจ ใน สกุลเป็นนิตย์ จิตไม่ข้องอยู่ในสกุลนั้น ตั้งจิตเป็นกลางว่า “ผู้ใคร่ลาภจง ได้ลาภ ผู้ใคร่บุญจงได้บุญ ตนได้ลาภแล้วมีจิตเป็นฉันใด ผู้อื่นก็มีใจเป็น ฉันนั้น”
๓) กัสสปะ มิจิตประกอบด้วยเมตตา กรุณา แสดงธรรมแก่ผู้อื่น
๔) ทรงแลกเปลี่ยนผ้าสังฆาฏิกับท่านไปใช้สอย ทรงสอนภิกษุให้ ประพฤติดีปฏิบัติชอบ โดยยกพระมหากัสสปะขึ้นเป็นตัวอย่าง
ครั้งหนึ่งพระเถระพักอยู่ที่ถ้ำ ปิปผลิ เข้าฌานสมาบัติอยู่ ๗ วัน ออกจากฌานแล้วเข้าไปบิณฑบาต ในบ้านหญิงสาวคนหนึ่งเห็นพระเถระ แล้วเกิดศรัทธาเลื่อมใส ได้นำ ข้าวตอกใส่บาตร ฝ่ายนางกุลธิดานั้นมีจิต เอิบอิ่มด้วยทานที่ตนถวาย ขณะเดินกลับบ้านถูกงูพิษกัดตาย และได้ ไปเกิดเป็นเทพธิดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ นามว่า “ลาชา” (ลาชา = ข้าว ตอก) มีวิมานทองประดับด้วยขันทองห้อยอยู่รอบ ๆ นางมองดูสมบัติ ทิพย์ที่ตนได้แล้วก็ทราบว่าได้มาเพราะถวายข้าวตอกแก่พระมหากัสสปะ ซึ่งเป็นบุญเพียงเล็กน้อย นางต้องการที่จะเพิ่มผลบุญให้มากยิ่งขึ้น จึงลง จากเทวพิภพเข้าไปปัดกวาดเสานาเสานะและบริเวณที่พักของพระเถระ จัดตั้งน้ำ ใช้น้ำ ฉันเสร็จแล้ว กลับยังวิมานของตน พระเถระคิดว่ากิจเหล่านี้คงจะมีพระภิกษุหรือสามเณรมาทำ ให้ ในวันที่สองที่สาม นางเทพธิดามาทำ เหมือนเดิม แม้พระเถระก็คิดเช่น เดิม แต่พระเถระได้ยินเสียงไม้กวาดและเห็นแสงสว่างจากช่องกลอน ประตูจึงถามว่า “นั่นใคร ?” “ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ดิฉันเป็นเทพธิดาชื่อลาชา เป็นอุปัฏฐายิกา ของท่าน” พระเถระคิดว่า หญิงผู้เป็นอุปัฏฐากของเราชื่ออย่างนี้ไม่มี จึง เปิดประตูเห็นนางเทพธิดา กำ ลังปัดกวาดอยู่ จึงสอบถามทราบความ โดยตลอดตั้งแต่ต้นแล้ว จึงกล่าวห้ามว่า “กิจที่เธอทำ แล้วก็ถือว่าแล้วกัน ไป ต่อแต่นี้เธอจงอย่างมาทำ อีก เพราะในอนาคต จะมีพระธรรมกถึกยก เอาเหตุนี้เป็นตัวอย่างอ้างแก่พุทธบริษัททั้งหลายว่า “พระมหากัสสปะมี นางเทพธิดามาปฏิบัติใช้สอย ดังนั้น เธอจงกลับไปเถิด” นางเทพธิด้าน อ้อนวอนช้ำ แล้วช้ำ เล่าว่าขอพระคุณเจ้าอย่างทำ ให้ดิฉันประสบหายนะ เลย ขอให้ดิฉันได้ครองสมบัติทิพย์นี้ตลอดกาลนานเถิด พระเถระเห็น ว่านางเทพธิดาดื้อดึงไม่ยอมฟังคำ จึงโบกมือพร้อมกล่าวขับไล่นางออก ไป นางลาชาเทพธิดาไม่สามารถดำ รงอยู่ได้ จงเหาะขึ้นไปบนอากาศยืน ประนมมือร้องไห้เสียดายที่ไม่มีโอกาสทำ ทิพยสมบัติของตนให้ถาวรได้ หลังจากพระบรมศาสดาปรินิพพานได้ ๗ วัน พระมหากัสสปะ ได้ทราบข่าวจากอาชีวกว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพานแล้ว ทำ ให้ ภิกษุทั้งหลายที่เป็นปุถุชนพากันร่ำ ไห้เสียใจ แต่มีภิกษุวัยชรานามว่า สุภั ททะ กล่าวจ้วงจาบล่วงเกิน ด้วยคำ พูดของพระสุภัททะเพียงเท่านี้ หลัง จากถวายพระเพลิงพระบรมศพแล้ว ท่านได้ชักชวนพระเถระผู้เป็นพระ อรหันต์ ประชุมกันทำ ปฐมสังคายนารวบรวมพระธรรมวินัยตั้งไว้ เป็น หมวดหมู่ ในคัมภีร์พระสาวกนิพพานกล่าว่า พระมหากัสสปะเถระ ดำ รง อยู่ถึง ๑๒๐ ปี ก่อนที่ท่านจะนิพพาน ๑ วัน ท่านได้ตรวจดูอายุสังขาร ของท่านแล้วทราบว่าจะอยู่ได้อีกเพียงวันเดียวเท่านั้น ท่านจึงประชุม บรรดาภิกษุผู้เป็นศิษย์ของท่านแล้วให้โอวาทเป็นครั้งสุดท้าย แล้วพระ เถระก็เข้าไปถวายพระพรลาพระเจ้าอชาตศัตรู จากนั้นท่านได้พาหมู่ภิกษุไปยังภูเขากุกกุฏสัมปาตบรรพต แสดง อิทธิปาฏิหาริยิ์ และให้โอวาทแก่พุทธบริษัทแล้ว อธิษฐานจิตขอให้ภูเขา ทั้ง ๓ ลูกมารวมเป็นลูกเดียวกัน ซึ่งในภูขาทั้ง ๓ ลูกนั้นมีภูเขาเวภาร บรรพตรวมอยู่ด้วย แล้วท่านก็ดับขันธ์เข้าสู่พระนิพพาน ท่านยังอธิษฐาน ขอให้สรีระของท่านยังคงสภาพเดิมไม่สูญสลาย จนกระทั่งพระศาสนาของพระศรีอริยเมตไตร ซึ่งพระองค์จะพาหมู่ภิกษุ สงฆ์มายังภูเขากุกกุฏสัมปาตบรรพตแล้ว ยกสรีระของพระเถระวางบน พระหัตถ์ขวาชูขึ้นประกาศสรรเสริญคุณของพระเถระแล้ว เตโชธาตุก็จะ เกิดขึ้นเผาสรีระของท่านบนฝ่าพระหัตถ์ของพระศรีอริยเมตไตรพุทธเจ้า นั้น

ประวัติพระมหาปันถกเถระ
พระมหาปันถก เป็นลูกชายของธิดาของธนเศรษฐี เมืองราชคฤห์ มีน้องชายอีกคนหนึ่ง ซึ่งพี่น้องทั้งสองคนนี้เดิมชื่อว่า “ปันถก” เหมือน กันแต่เพราะท่านเป็นคนพี่จึงได้นามว่า “มหาปันถก” ส่วนคนน้องได้นาม ว่า “จูฬปันถก” ทั้งสองพี่น้องถือว่าอยู่ในวรรณะจัณฑาล เพราะพ่อแม่ ต่างวรรณะกันโดยพ่อเป็นวรรณศูทร ส่วนแม่เป็นวรรณแพศย์ มารดาของท่านนั้น เป็นธิดาของธนเศรษฐี ในเมืองราชคฤห์ เมื่อ เจริญเติบโตย่างเข้าสู่วัยสาว อยู่บนปราสาทชั้นสูงสุด คบหากับคนรับใช้ ต่อมาทั้งสองกลัวว่าบิดามารดา จึงพากันหนีออกจากบ้านไปอาศัยอยู่ใน หมู่บ้านอื่น จนภรรยาตั้งครรภ์ เมื่อสามีออกไปทำ งานข้างนอก นางจึงหนีออกจากบ้าน เดินทาง มุ่งหน้าสู่บ้างเกิดของตนเอง แต่ครรภ์ของนางได้รับการกระทบกระเทือน จึงคลอดบุตรในระหว่างทาง ฝ่ายสามีกลับเข้าบ้านไม่พบภรรยา ออก ติดตามโดยด่วน ได้มาพบภรรยาคลอดลูกอยู่ในระหว่างทาง นั้นก็เสร็จ สิ้นลงแล้ว จึงพากันกลับสู่บ้านของตน และได้ตั้งชื่อกุมารนั้นว่า “ปัน ถก” เพราะว่าเกิดในระหว่างหนทางครั้นต่อมา นางได้ตั้งครรภ์เป็นครั้งที่ สอง และเหตุการณ์ก็เป็นเหมือนครั้งแรก นางได้คลอดลูกระหว่างทางอีก จนในที่สุดบิดามารดาอดทนต่อการรบเร้าไม่ไหว จึงตัดสินใจพา ลูกทั้งสองไปพบ ตา ยาย ที่เมืองราชคฤห์ ฝ่ายเศรษฐียังมีความแค้นเคืองอยู่ จึงบอกแก่คนที่มาส่งข่าวว่า “สองผัวเมียนั้น อย่ามาให้เห็นหน้าเลย ถ้าอยากได้ทรัพย์สินเงินทอง ก็ จงเอาไปเลี้ยงชีพเถิด แต่ขอให้ส่งหลานชายทั้งสองคนมาให้ก็แล้วกัน” ฝ่ายเศรษฐีก็เลี้ยงดูหลาน ๆ ด้วยความรักใคร่ พาไปฟังพระธรรม เทศนาจากพระบรมศาสดาที่วัดเวฬุวันเป็นประจำ แต่ถึงอย่างไร หลาน ทั้งสองก็สร้างความลำ บากใจแก่เศรษฐีผู้เป็นตาอยู่ไม่น้อย เพราะเมื่อมี คนถามว่า “หลานชายทั้งสองคนนี้เป็นบุตรของลูกสาวคนไหนของท่าน” ก็รู้สึกละอายที่จะตอบ “เป็นบุตรของลูกสาวคนที่หนีตามชายหนุ่มไป” ดังนั้น เมื่อต่อมา มหาปันถก หลานคนโตเกิดศรัทธาเลื่อมใส ในพระพุทธศาสนา กล่าวขออนุญาตเพื่อบรรพชาเป็นสามเณร อายุ ครบ ๒๐ ปี จึงได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ บำ เพ็ญเพียรเจริญวิปัสสนา กรรมฐาน จนได้สำ เร็จเป็นพระอรหันต์ พระบรมศาสดาได้ทรงมอบหมายให้ท่านรับหน้าที่ “ภัตตุทเทศก์” ผู้แจกจ่ายภัตตาหารและกิจนิมนต์ ท่านได้ระลึกถึงน้องชายของท่าน จึง ไปขออนุญาตจากคุณตาแล้วพาจูฬปันถก ผู้เป็นน้องชายมาบวช พระมหาปันถก เป็นผู้มีความชำ นาญในการเจริญวิปัสสนา จึงได้ รับยกย่องจากพระบรมศาสดาในตำ แหน่งเอตทัคคะ เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุ ทั้งหลายในทาง ผู้เจริญวิปัสสนา ท่านดำ รงอายุสังขาร สมควรแก่กาล เวลาแล้วก็ดับขันธปรินิพพาน

ประวัติพระจูฬปันถกเถระ
พระจูฬปันถก เป็นน้องชายพระมหาปันถก เมื่อพระมหาปันถก พระพี่ชายมีความปรารถนาจะให้จูฬปันถก น้องชายมีความสุขเช่นนั้น ผู้เป็นพี่ชายได้สอนคาถาพรรณนาพุทธคุณหนึ่งคาถา ความว่า... ปทุมํ ยถา โกกนุทํ สุคนฺธํ ปาโต สิยา ผุลฺลมวีตคนฺธํ องฺคีรสํ ปสฺส วิโรจมานํ ตปนุตมาทิจฺจมิวนฺตลฺเข ฯ “ดอกปทุมชาติที่ชื่อว่าโกกนุท ขยายกลีบแย้มบาน ตั้งแต่ เวลารุ่งอรุณยามเช้า กลิ่นเกษรหอมระเหยไม่รู้จบเธอจงพินิจดู พระสักยมุนีอังคีรส ผู้มีพระรัศมีแผ่ไพโรจน์อยู่ ดุจดวงทิวากร ส่องสว่างอยู่กลางนภากาศ ฉะนั้น” ด้วยคาถาเพียงคาถาเดียวเท่านั้น ปรากฏว่าพระจูฬปันถก เรียน อยู่นานถึง ๔ เดือนก็ยังจำ ไม่ได้ ท่านพระมหาปันถกพี่ชาย พยายาม เคี่ยวเข็ญอย่างไรก็ไม่สำ เร็จ ในที่สุดก็เห็นว่าท่านเป็นคนโง่เขล่าปัญญา ทึบ เป็นคนอาภัพในพระพุทธศาสนา ไม่สามารถจะบรรลุคุณพิเศษ เจริญรุ่งเรืองในพระศาสนาได้ จึงตำ หนิประณามท่านแล้วขับไล่ออกจาก สำ นักไป ในวันนั้น หมอชีวกโกมารภัจ ได้กราบอาราธนาพระผู้มีพระภาค พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ ๕๐๐ รูป ไปเสวยและฉันภัตตาหารที่บ้านของตน ใน ฉันภัตตาหารที่บ้านของหมอชีวกโกมารภัจจ์นั้น เว้นเฉพาะพระจูฬปันถก เพียงรูปเดียวเหลือไว้ในพระอารา พระจูฬปันถก เกิดความน้อยเนื้อต่ำ ใจในชีวิตและวาสนาของ ตนเอง คิดว่าตนเองเป็นอาภัพบุคคลในพระพุทธศาสนา ไม่สามารถที่ จะบรรลุโลกุตรธรรมได้ จึงตัดสินใจที่จะสึกออกไห้เป็นฆราวาสจึงได้หลบ ออกจากวัดตั้งแต่เช้าตรู่ขณะนั้นพระผู้มีพระภาคเสด็จจงกรมอยู่ ได้ทอด พระเนตรเห็นเธอเดินมาจึงตรัสถามว่า จูฬปันถก นั้นเธอจะไปไหน ข้าพระพุทธเจ้าจะไปลาสิกขา พระเจ้าข้า “จูฬปัถก เธอมิได้บวชเพื่อที่ชาย เธอบวชเพื่อตถาคตต่างหาก เมื่อพี่ชายขับไล่เธอ เหตุไฉนเธอจึงไม่มาหาตถาคต มาอยู่กับตถาคตจะ ประเสริฐกว่า” พระบรมศาสดา พาเธอไปที่พระคันธกุฏี ประทานผ้าขาวบริสุทธิ์ ผืนเล็กๆ ให้เธอผืนหนึ่ง แล้วทรงแนะนำ ให้เธอบริกรรมด้วยคาถาว่า รโชหรณ รโชหรณ ํ เริ่มปฏิบัติบริกรรมคาถาลูบคลำ ํ ผ้าที่พระพุทธ องค์ประทานให้เธอบริกรรมได้ไม่นาน ผ้าขาวที่สะอาดบริสุทธิ์ผืนนั้น ก็ เริ่มมีสีคล้ำ เศร้าหมองเหมือนผ้าเช็ดมือ จึงคิดขึ้นว่า “ผ้าผืนนี้เดิมทีมีสีขาวบริสุทธิ์ แต่อาศัยการถูกต้องสัมผัสกับ อัตภาพของเรา จึงกลายเป็นผ้าสกปรก เศร้าหมอง สังขารทั้งหลายไม่ เที่ยงหนอ” แล้วเจริญวิปัสสนากรรมฐานยกผ้าผืนนั้นขึ้นเปรียบเทียบกับ อัตตภาพร่างกายเป็นอารมณ์ ก็ได้บรรลุพระอรหัตผลพร้อมด้วยปฏิสัม ภิทาญาณ คือปัญญาอันแตกฉานมี ๔ ประการคือ
๑. อัตถปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในอรรถ
๒. ธัมมปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในธรรม
๓. นิรุตติปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในนิรุตติคือภาษา
๔. ปฏิภาณปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในปฏิภาณ
ครั้งรุ่งเช้า เมื่อหมอชีวกน้อมนำ ภัตตาหารเข้าไปถวายพระบรม ศาสดา พระองค์ทรงปิดบาตรแล้วตรัสว่า “ยังมีพระภิกษุอีกรูปหนึ่ง อยู่ ที่วัด” หมอชีวกจึงส่งคนไปนิมนต์ให้ท่านมาฉันภัตตาหาร ขณะนั้น พระจูฬปันถก เพื่อจะประกาศความเป็นพระอรหันต์ ของตน ให้ปรากฏ จึงได้เนรมิตพระภิกษุขึ้นถึงจำ นวน ๑,๐๐๐ รูป ใน พระอารามอยู่ในอิริยาบถต่าง ๆ กัน บ้างก็สาธยายพุทธคุณ บ้างก็ซัก จีวร บ้างก็ย้อมจีวร เป็นต้น เมื่อคนรับใช้มาถึงวัดได้เห็นพระภิกษุจำ นวนมากมายอย่างนั้น จึงรีบกลับไปแจ้งแก่หมอชีวก พระพุทธองค์ทรงสดับอยู่ด้วย จึงรับสั่ง ให้คนใช้นั้นไปนิมนต์ท่านที่ชื่อจูฬปันถก คนรับใช้ไปกราบนิมนต์ตาม พระดำ รัสนั้น ด้วยคำ ว่า “ข้าแต่พระคุณเจ้า พระบรมศาสดารับสั่งให้มา นิมนต์พระจูฬปันถก ขอรับ” ปรากฏว่าพระภิกษุทุกรูปต่างก็พูดเหมือน กันว่า “อาตมา ชื่อพระจูฬปันถก” คนรับใช้ไม่รู้จะทำ อย่างไรจึงต้องกลับ ไปกราบทูลพระบรมศาสดา ตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอีก พระพุทธองค์ ตรัสแนะว่า:-
“ถ้าพระภิกษุรูปใดพูดขึ้นก่อน เธอจงจับมือภิกษุรูปนั้นไว้แล้วนำ ท่านมา ส่วนพระภิกษุที่เหลือก็จะหายไปเอง” คนรับใช้ ปฏิบัติตามที่พระผู้มีพระภาคทรงแนะนำ นั้นแล้ว ได้นำ พระจูฬปันถก สู่ที่นิมนต์ เมื่อเสร็จภัตกิจแล้ว พระบรมศาสดาทรงมอบให้ ท่านเป็นผู้กล่าวภัตตานุโมทนา อันเป็นการเสริมศรัทธาแก่ทายกทายิกา บุพกรรมของพระจูฬปันถก ในอดีตกาล ครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะ พระจูฬปัน ถก ได้บวชเป็นพระภิกษุในครั้งนั้นด้วย ท่านเป็นผู้มีปัญญาดี จำ ทรง หลักธรรมคำ สอนได้เร็วแม่นยำ ท่านเห็นเพื่อนภิกษุรูปหนึ่ง ซึ่งปัญญา ทึบ ท่องสาธยายหัวข้อธรรมเพียงบทเดียวก็จำ ไม่ได้ จึงหัวเราะเยาะ ท่าน ทำ ให้ภิกษุรูปนั้นเกิดความอับอายเลิกเรียนสาธยายหัวข้อธรรม นั้น เพราะกรรมเก่าในครั้งนั้นจึงเป็นผล ติดตามให้ท่านมีปัญญาทึบโง่ เขลาในอัตภาพนี้ พระจูฬปันถก สำ เร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว ได้เป็นกำ ลังช่วย กิจการพระศาสนาตามความสามารถของท่านและโดยที่ท่านเป็นผู้มี ความเชี่ยวชาญในมโนมยิทธิ พระบรมศาสดาจึงทรงยกยองท่านใน ตำ แหน่งเอตทัคคะ เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายในทางผู้ชำ นาญในมโน มยิทธิท่านดำ รงอายุสังขาร สมควรแก่กาลเวลาแล้วก็ดับขันธปรินิพพาน พุทธสถาน พุทธกิจ พุทธประวัติ 71 ประวัติชีวกโกมารภัจ ชีวกโกมารภัจ เป็นลูกนางสาลวดี หญิงโสเภณีในเมืองราชคฤห์ เมื่อคลอดบุตรชาย จึงนำ ไปทิ้งกองขยะ เพราะไม่สามารถสืบสายอาชีพ ได้อภัยราชกุมาร พบเข้า จึงนำ ไปเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรมตั้งชื่อให้ว่าชีวก โกมารภัจจ์ แปลว่า ผู้ยังมีชีวิตรอดมาได้ ตอนเป็นเด็กที่เฉลียวฉลาดมาก

- เรียนแพทย์ที่ตักกสิลา เมื่อเติบโต ทราบว่าตนเป็นเด็กกำ พร้า จึงหนีไปกับกองเกวียน พ่อค้าไปยังเมืองตักกสิลา ฝากตัวเป็นศิษย์เรียนวิชาแพทย์กับอาจารย์ ทิศาปาโมกข์ชื่อ พระฤาษีโรคาพฤกษตริณณา เรียนอยู่ ๗ ปีจนจบ ปกติหลักสูตรหมอที่ตักกศิลาเรียน ๑๖ ปี ปรึกษาอาจารย์ในความรู้ของตนอาจจะไม่สมบูรณ์ อาจารย์ จึงสั่งให้ไปหาต้นไม้ ใบไม้ พืชที่ใช้ทำ ยาไม่ได้ เอามาให้อาจารย์ เขา ไปในป่าหาอยู่หลายวัน ไม่พบพืชที่ทำ ยาไม่ได้ ไปรายงานแบบผิดหวัง กลัวว่าจะถูกตำ หนิ แต่อาจารย์บอกว่า เธอเรียนจบแล้ว ออกไปรักษา คนไข้ได้ ลาอาจารย์กลับบ้านเกิดเมืองนอน มุ่งหน้าสู่เมืองราชคฤห์
- คนไข้รายแรก เสบียงที่อาจารย์มอบให้ใกล้จะหมด ระหว่างทางได้รักษาภริยา เศรษฐีเมืองสาเกตเป็นโรคปวดศีรษะเป็นเวลา ๗ ปี หมอชีวกประกอบ ยาให้นัตถุ์เข้าทางจมูก ฤทธิ์ยาทำ ให้คนไข้อาเจียนออกมาทางปาก ได้ รับค่าตอบแทน ๑๖,๐๐๐ กหาปณะ ถึงเมืองราชคฤห์ราชได้เข้าเฝ้าพระ อภัยราชกุมาร ได้ถวายเงินรางวัลที่ได้จากการรักษา แต่พระอภัย กุมารนำ คืนให้

- ประวัติการรักษาโรคครั้งสำ คัญ
๑. รักษาโรคริดสีดวงทวารของพระเจ้าพิมพิสาร จนได้รับราช ทานสวนมะม่วง และแต่งตั้งให้เป็นแพทย์หลวง
๒. ผ่าตัดเปิดกะโหลกศีรษะเศรษฐีชาวเมืองราชคฤห์ ปวดมา เกือบ ๑๐ ปี
๓. ผ่าตัดโรคฝีในลำ ไส้ให้ลูกชายเศรษฐีในเมืองพาราณสี
๔. รักษาโรควัณโรคปอดของพระเจ้าจัณฑปัชโชต เมืองอุชเชนี แคว้นอวันตี
หมอชีวกได้ผสมยาโดยเคี่ยวใส่เนยใส นำ ไปถวายพระเจ้าจัณฑ- ปัชโชต รีบไปที่โรงช้าง เพื่อขอช้างชื่อภัททวดี โดยออกอุบายว่าไป เก็บตัวยาในป่า รีบออกจากกรุงอุชเชนี พระเจ้าจัณฑปัชโชตเสวยแล้ว ตัวยาละลายได้กลิ่นเนยใส ทรงโกรธมาก รับสั่งให้ทหารไปจับตัวหมอ ชีวกกลับมาลงโทษ ทหารฝีเท้าเร็วก็ถูกหมอชีวกหลอกให้กินยาระบาย จนถ่ายท้องหมดเรี่ยวแรง จนหมอชีวกหลบหนีไปได้ หลังจากนั้น พระเจ้าจัณฑปัชโชต หายเป็นปกติ รู้สึกขอบใจ หมอชีวก ได้ราชทานผ้าเนื้อดีจากแคว้นกาสี หมอชีวกเห็นว่าผ้าเนื้อ ดีสมควรแก่พระบรมศาสดาหรือพระมหากษัตริย์ จึงเก็บรักษาไว้ - แพทย์ประจำ องค์พระศาสดาและภิกษุสงฆ์ พระเจ้าพิมพิสาร ยังมอบให้เป็นแพทย์ประจำ องค์พระศาสดา และภิกษุสงฆ์ และเคยได้ถวายการรักษาพระศาสดาครั้งสำ คัญ ๒ ครั้ง ครั้งแรก ได้ปรุงยาระบาย เพื่อระบายสิ่งหมักหมมในพระวรกายออก ครั้งที่สอง ตอนที่พระเทวทัตกลิ้งหินหมายปลงพระชนม์พระศาสดา

- กราบทูลขอพรห้ามบวชคนที่มีโรคติดต่อ
หมอชีวกรักษาพระภิกษุสงฆ์โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย บางคนมาบวช เพื่อหวังรักษาโรค พอหายก็สึกออกไปเป็นโยม บางคนมาบวชหวัง รักษาโรคได้นำ เชื้อโรคมาแพร่เชื้อภายในวัด ด้วยเหตุดังกล่าว กราบทูล ขอพรว่า คนที่มีโรคติดต่อ ๕ ชนิด ไม่สามารถบวชได้ในพระพุทธ ศาสนาคือ ๑. กุฏฐัง โรคเรื้อน
๒. คัณโฑ โรคฝีดาษ
๓. กิลาโส โรคกลาก
๔. โสโส โรคไข้มองคร่อ
๕. อปมาโร โรคลมบ้าหมู

- กราบทูลขอพรให้ภิกษุรับคฤหบดีจีวรได้
ก่อนที่จะถวายผ้าเนื้อดีจากแคว้นกาสี ได้กราบทูลขอพรว่า ขอให้ภิกษุ รับคฤหบดีจีวรได้ พระพุทธองค์ประทานอนุญาตตามที่ขอ ท่านหมอคงเห็นความลำ บากของภิกษุสงฆ์ใช้ผ้าบังสุกุล คือผ้า ที่ทิ้งตามกองขยะ หรือผ้าห่อศพที่ทิ้งไว้ตามป่า พระศาสดา ทรงแสดงพระธรรมเทศนาอนุโมทนาบุญ จบพระ ธรรมเทศนา หมอชีวกโกมารภัจได้ดวงตาเห็นธรรมคือพระโสดาบัน

- สร้างวัดชีวกัมพวัน วัดชีวกัมพวัน มาคำ ว่า ชีวก + อัมพวัน หมอชีวกใช้พื้นที่สวน มะม่วงถวายเป็นอารามไว้พระพุทธศาสนา มีพระคันธกุฎีพระพุทธเจ้า กุฎีสงฆ์ ศาลาฟังธรรม บ่อน้ำ และกำ แพงรอบวัด หมอชีวกทำ การรักษาพระเจ้าพิมพิสารจนหายขาด พระองค์ ได้พระราชทานทรัพย์และที่ดิน แต่หมอชีวกรับเพียงอย่างเดียวคือสวน มะม่วง ด้วยเหตุที่วัดเวฬุวันอยู่ไกลบ้าน ไปมาไม่สะดวก เพราะปกติ หมอชีวกเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าวันละ ๒ เวลาคือ เช้า-เย็น ในวันฉลอง พระอาราม หลั่งน้ำ ทักษิโณทกให้ตกลงบนฝ่าพระหัตถ์ของพระศาสดา กล่าวคำ อุทิศถวายให้เป็นศาสนสถานอยู่จำ พรรษาของภิกษุสงฆ์ที่มา จากทิศทั้ง ๔

- พาพระเจ้าอชาตศัตรูเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า พระเทวทัตยุยงอชาตศัตรูราชกุมาร ปลงพระชนม์พระเจ้าพิมพิ สาร หลังจากนั้นไม่นาน พระเทวทัตถูกแผ่นดินสูบ พระเจ้าอชาตศัตรู ได้ทราบข่าวสะดุ้งกลัวอย่างมาก ถึงกับกินไม่ได้นอนไม่หลับ กลัดกลุ้ม ใจเป็นที่สุด วันหนึ่งนอนไม่หลับจึงเรียกอำ มาตย์เข้าเฝ้าเพื่อปรึกษาว่า มีสมณพราหมณ์ท่านใด ที่ทำ ให้จิตใจสงบได้บ้าง พวกอำ มาตย์ได้เสนอเดียรถีย์อาจารย์ของตน ได้แก่ ครูทั้ง ๖ ซึ่งพระเจ้าอชาตศัตรูเคยไปฟังมาแล้ว แต่ไร้สาระทั้งสิ้น พระเจ้าอชาตศัตรู กราบทูลแนะนำ ให้ไปเข้าเฝ้าพระสมณโคดม บรมศาสดา ซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับบ้านของตน พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรม เทศนา สามัญญผลสูตร จบเทศนา ถ้าพระองค์ไม่ได้ฆ่าบิดา จะได้ บรรลุธรรมชั้นใดชั้นหนึ่ง หมอชีวกโกมารภัจ ได้ทำ คุณประโยชน์ แก่พระพุทธศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชน พระบรมศาสดาได้ทรงยกย่องใน ตำ แหน่งเอตทัคคะ เป็นเลิศกว่าอุบาสกทั้งหลาย ในฝ่ายผู้เลื่อมใสใน บุคคล

ประวัติศาสตร์นาลันทา
พระศาสดา เสด็จมาประทับหลายครั้ง ณ ปาวาริกกัมพวันของ ท่านทุสสปาวาริกเศรษฐี - เป็นสถานที่เกิดและนิพพานของท่านพระสารีบุตร
- สมัยพุทธกาล ชื่อหมู่บ้านนาลกะ - สารีบุตร - โมคคัลลานะเกิดที่นี่
- เมื่อสารีบุตรนิพพานที่นี่ ชาวเมืองถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์จึงพากันปรับ แต่งห้องเกิด
– นิพพานเป็นเจติยสถาน เพื่อการสักการะบูชา ต่อมาศิษยานุศิษย์ของ ท่านสารีบุตรสร้างกุฏิ วิหารรอบเจดีย์ใช้เป็นที่ศึกษา ปฏิบัติธรรม จนถึง สมัย พระเจ้าอโศกมหาราช

นาลันทามหาวิทยาลัยของโลก ฯพณฯศรีเยาวหราลเนห์รู (ใน Glimpses of world History ) ว่าเป็นสถาบัน การศึกษาที่มีคุณภาพในอินเดียยุคนั้นมี ๔ เมือง คือ ตักกสิลา , มถุรา , อุชเชนี และ นาลันทา แต่ต่างประเทศยอมรับคือ “ มหาวิทยาลัยนาลันทา ” นาลันทาสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช หลังสังคายนาครั้งที่ ๓ ประมาณ พ.ศ. ๒๓๕ พระเจ้าอโศกฯ เสด็จมาส ร้างเจดีย์บูชาไว้ ๒ องค์ เพื่อบูชาพระสารีบุตรและโมคคัลลานะ และสร้างกุฏิวิหาร ณ บริเวณวัดปาวาริกัมพวันใกล้ ๆ เจดีย์ให้เป็นที่พำ นักแก่สงฆ์ผู้คงแก่เรียน นาลันทาสมัยนาคารชุนเป็นสมภาร สมัยนี้นิยมเรียนเรื่องสุญญตา ความว่าง ความปล่อยวาง ไม่ยึดมั่นถือ มั่นมีการสอบสัมภาษณ์ปฏิภาณผู้เข้าเรียน นาลันทาสมัยราชวงศ์คุปตะ
- พ.ศ. ๘๐๐ เศษพระเจ้ากุมารคุปตะที่ ๑ ( ศักราทิตย์ราชา ) มาเมืองนาลันทา เห็นการศึกษาเจริญรุ่งเรือง จึงให้การอุปถัมภ์สร้างสังฆารามถวายสงฆ์ พระเจ้าพุทธคุปตะ - พระเจ้าตถาคตคุปตะ - พระเจ้าพาลาทิตยะและ พระเจ้าวัชระ ต่างสร้างวัดถวายและให้ความอุปถัมภ์อย่างดี
- พ.ศ. ๙๔๔ – ๙๕๓ หลวงจีนฟานเหียน มาแต่ไม่มีบันทึกอะไรมากนัก
-พ.ศ. ๑๑๔๙- ๑๑๙๑ พระองค์ให้ความอุปถัมภ์เป็นอย่างดีเยี่ยมเมตตา พระราชทานหมู่บ้าน ๑๐๐ ตำ บลเพื่อผลประโยชนของนาลันทาจัดอาสาสมัคร หมู่บ้านละ ๒ คน ต่อมาเพิ่มอีก ๑๐๐ ตำ บล เป็น ๒๐๐ ตำ บล พระองค์นิมนต์พระ สงฆ์ประชุมและฉันที่วัง ณ เมืองกาโนชปีหนึ่ง ๒๑ วันจนถือเป็นประเพณีปฏิบัติ สมัยพระเจ้าหรรษวรรธนะ
-พ.ศ. ๑๑๗๒ – ๑๑๘๗ พระถังซัมจั๋ง มาสืบพระศาสนาได้บันทึกไว้ว่ามี นักศึกษา ๑๐,๐๐๐ ท่าน ครู – อาจารย์ ๑๕๐๐ วิชาการที่เล่าเรียนมี ๕ วิชา ได้แก
่ ๑.) พุทธปรัชญา ๒.) ตรรกวิทยา
๓.) ไวยากรณ์ หรือ วรรณคดี
๔.) ศาสนาพราหมณ์
๕.) แพทย์ศาสตร์


วิชาบังคับ คือ พระไตรปิฎกทั้งของ เถรวาทและมหายาน ต่อมาพระเจ้าชัยวรมันโมริยะสร้างพระพุทธรูปทองแดงขนาดสูง ๘๐ ศอก ในวิหาร ๖ แห่ง และมีห้องสมุด ๓ แห่ง คือ - รัตนสาคร - รัตนรัญชกะ - รัตโนทธิ ขนาดสูง ๙ ชั้น มีนักศึกษาจากต่างประเทศ เช่น จีน, ชวา, สุมาตรา, มองโกเลีย, ธิเบต และเกาหลี ฯ
-พ.ศ. ๑๒๒๓ นาลันทามีนักศึกษามาเพิ่มอีกถึง ๓-๔ พัน และเจริญ รุ่งเรืองต่อไปอย่างไม่หยุดยั้งจนถึงสมัยราชวงศ์ปาละ

สมัยราชวงศ์ปาละ
ราชวงศ์ปาละปกครองชมพูทวีป ในปี พ.ศ. ๑๓๐๓ – ๑๖๘๕ ประมาณ ๔๐๐ ปีพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ ได้สร้างสังฆารามเพิ่มขึ้นและพัฒนาขยาย สาขาของมหาวิทยาลัยเพิ่มอีก ๔ แห่ง คือ
๑.) มหาวิทยาลัยวิกรมศิลา
๒.) มหาวิทยาลัยโสมปุระ
๓.) มหาวิทยาลัยโอทันตะบุรี
๔.) มหาวิทยาลัยซากัททละ
-พ.ศ. ๑๓๕๓ – ๑๓๙๓ สมัยพระเจ้าปาละ ได้มีกษัตริย์จากสุมาตรา พระนามว่าพาลาปุตตเทวะ ส่งพระนักศึกษามาเรียน และขออนุญาตสร้างสังฆา รามถวาย ๑ แห่ง เพื่อเป็นที่พัก

สมัยเสื่อม
- พ.ศ. ๑๑๗๒ มุสลิมเติร์กรุกรานอินเดีย ขยายพื้นที่ยึดครองจากทาง ด้านทิศตะวันตก
- พ.ศ. ๑๗๖๖ มาถึงนาลันทา มีแม่ทัพใหญ่ภักทียะขิลจิ มอบหมาย ลูกชาย คือ “ อิคทิยะ ขิลจิ ” กรีฑาทัพมาทำ ลายมหาวิทยาลัยนาลันทา และเผา อาคาร , วิหาร , สถานที่ , ตำ รา , บรรดาพระสงฆ์ถูกฆ่า ถูกทำ ร้าย บ้างก็หนี ตาย เผาห้องสมุด , ทำ ลายพระพุทธรูป เมื่อพวกเขาทำ ลายอย่าง สาแก่ใจแล้ว จึงถอยทัพกลับไปที่ค่ายใหญ่
ครู – อาจารย์ ประมาณ ๗๐ ท่าน นำ โดยท่านมุทิตาภัทร พากันดับไป ซ่อมแซมทำ การสอนต่ออีก ๑๒ ปี ในปี พ.ศ. ๑๗๗๘ มีนักบวชฮินดู หมางใจกับ พระสงฆ์ในนาลันทาก็ทำ การเผาซํ้าอีกเป็นครั้งที่ ๒ จนวอดวายไม่สามารถฟื้นฟู ได้ ถูกฝังจมอยู่ใต้ดินกินเวลาถึง ๖๒๕ ปี
- พ.ศ. ๒๓๕๘ ท่านหลอด ฮามินตัน อ่านบันทึกของถังซัมจั๋ง จึงเริ่ม ทำ การขุดค้นพบเพียงพระพุทธรูป และเทวรูป ๒ องค์
- พ.ศ. ๒๔๐๓ ท่านเซอร์คันนิ่งแฮม จึงทำ การขุดค้นใหม่ โดยมี MR. M.M. บรอดเล่ย์ และดร. สปูนเนอร์ เป็นผู้ช่วยจึงประสบความสำ เร็จมหาวิทยาลัยจึงได้ ปรากฏร่องลอยแห่งความยิ่งใหญ่อลังการให้เราได้ชม

ที่มา...คู่มือพระธรรมวิทยากร
ธรรมหรรษา บริษัทธรรมหรรษาทัวร์ แอนด์ แทรเวล จำกัด dhammahansatour 71/4 แขวงอรุณอมรินทร์ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ 10700 (ตั้งใกล้กับสถานที่สำคัญ คือ ห้างเซ็นทรัลปิ่นเกล้า และ กระทรวงวัฒนธรรม) โทร 02-8845683-6, 081-9944790 แฟกซ์: 02-8845682 อีเมล: dhammahansa@yahoo.com เว็บไซต์ : www.dhammahansa.com
ธรรมหรรษาทัวร์ พัฒนาท่องเที่ยว วัดไทยโพธิ
Dhammahansa Tours & Travel Co., Ltd.
71/4 Borommaratchachonnani Road,
Bangkoknoi, Bangkok, 10700 Thailand.
TEL:(+66) 02-8845683-6 ,081-9944790 FAX: 02-8845682
E-mail: dhammahansa@hotmail.com E-mail: dhammahansa@yahoo.com
www.youtube.com/dhammahansa
www.dhammahansa.com
บริษัท ธรรมหรรษาทัวร์ แอนด์ แทรเวล จำกัด.
71/4 ถนนบรมราชชนนี แขวงอรุณอมรินทร์ .
เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ 10700
(ตั้งใกล้กับสถานที่สำคัญ คือ เซ็นทรัลปิ่นเกล้า - กระทรวงวัฒนธรรม)
โทร 02-8845683-6, 081-9944790 แฟกซ์: 02-8845682
อีเมล: dhammahansa@yahoo.com
เว็บไซต์ : www.dhammahansa.com
Copyright © 2011 All Rights Reserved